ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นสมรภูมิทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน นักลงทุนจำนวนมากกำลังตั้งคำถามว่าท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ หุ้นกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และควรปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไรเพื่อรับมือกับความผันผวนนี้
ประเด็นสำคัญ
นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจผ่านมุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำ
เทียบศักยภาพสมรภูมิ AI สหรัฐฯ-จีน นโยบายและจุดเด่นที่แตกต่าง
เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพของสองมหาอำนาจ จะพบว่าทั้งสองประเทศมีโครงสร้างและนโยบายในการขับเคลื่อน AI ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- ฝั่งสหรัฐอเมริกา: ขับเคลื่อนโดย ภาคเอกชนและกลุ่ม Hyperscaler เป็นหลัก โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็น ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิป AI, ระบบคลาวด์ (Cloud) และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของสหรัฐฯ คือ ระบบสายส่งและไฟฟ้าที่เป็นคอขวด ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นมหาศาลจากการขยายตัวของ AI นอกจากนี้ระบบนิเวศ (Ecosystem) ของสหรัฐฯ จะเน้นการคิดค้นเทคโนโลยีและทำการ Outsource การผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
- ฝั่งจีน: ขับเคลื่อนโดย ภาครัฐบาลเป็นหลัก จีนโดดเด่นในเรื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วและมีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยเฉพาะการนำโมเดลแบบ Open Source มาใช้ ทำให้การเปิดตัวและขยายการใช้งานทำได้รวดเร็วมาก และจีนยังมี ระบบไฟฟ้าที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯ ทำให้รองรับการขยายตัวและการนำ AI ไปใช้งานได้ดีกว่า ขณะที่ระบบนิเวศของจีนจะเป็นลักษณะ “คิดเอง ทำเอง ใช้เอง” ภายในประเทศ แบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ที่ผ่านมา จีนมีการพัฒนา AI ที่รวดเร็วมาก มีการเปิดตัวโมเดลต่าง ๆ เช่น EPซ seek (DeepSeek), คีย์เวิร์น (Qwen โดย Alibaba) และ คิ (Kimi) จาก Moon Shot ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ของผู้ใช้งานโมเดลจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยมีสัดส่วนเพียง 15% (ขณะที่สหรัฐฯ นำโด่งที่ 80%) ขึ้นมาอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
สงครามเทคโนโลยีและการตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์
ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศยังคงเข้มข้น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมองว่าเทคโนโลยีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว เราจึงเห็นการตอบโต้เชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง:
- สหรัฐฯ ควบคุมและห้ามส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิป AI ไปยังจีน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนไล่ตามทัน
- จีน ตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากที่เป็นวัตถุดิบสำคัญกลับไปยังสหรัฐฯ
- ทั้งสองประเทศ ต่างมีการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บริษัทจดทะเบียนของอีกฝ่ายเพื่อควบคุมการส่งออกสินค้าที่เป็นยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ดี การตอบโต้เหล่านี้ไม่ได้ทำให้การแข่งขันและงบประมาณการลงทุนใน AI ลดลงเลย แต่กลับเห็น เม็ดเงินลงทุนใน AI ของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จับตาทิศทางหุ้นเทค ทำไม SCB CIO ยังชอบสหรัฐฯ เทรนด์กำลังเปลี่ยนไป
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI จีนสร้างความกังวลและส่งผลให้หุ้นเทคสหรัฐฯ เกิดความผันผวนชั่วคราวเมื่อจีนเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ หรือมีบริษัทด้าน Memory เข้าจดทะเบียน IPO
อย่างไรก็ตาม SCB CIO มองว่าปัจจุบัน ศักยภาพ AI ของจีนแม้จะเติบโตเร็วแต่ยังไม่ทันสหรัฐฯ ทาง SCB CIO ยังคงชื่นชอบหุ้นเทคและกลุ่ม AI ของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูง มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่เป็นผู้นำ และมีอัตราการเติบโตของกำไร (Earnings Growth) ที่ดีมาก ดังจะเห็นได้จากผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา
แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องตระหนักคือ รูปแบบการลงทุนกำลังเปลี่ยนไป ดังนี้
- จากเดิมที่เคยเป็นแบบ Broad-based (ซื้อตัวไหนก็ขึ้น)
- ระยะต่อมาได้เริ่มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม AI ต้นน้ำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ (Memory)
- แต่ในระยะถัดไป แนะนำให้มองภาพที่กว้างขึ้นไปยัง AI Ecosystem ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่ม Power (พลังงาน), Data Center และ Networking (ระบบเครือข่าย) เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานที่มีความต้องการใช้สูง และหลายส่วนยังคงเผชิญภาวะคอขวด ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถปรับขึ้นราคาได้ดี
3 ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องติดตามใกล้ชิด
หากต้องการลงทุนในกลุ่ม AI นักลงทุนต้องจับตา 3 ปัจจัยหลักดังนี้
- งบลงทุน (CapEx): ติดตามแนวโน้มการประกาศงบลงทุนใน AI ของบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นทิศทางบวกคอยสนับสนุนตลาดอยู่
- การสร้างรายได้ (Monetization): ติดตามว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไปจำนวนมหาศาลจะสามารถสร้างรายได้และกำไรกลับคืนมาได้เร็วแค่ไหน ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 ปี ถึงจะเห็นผลเป็นกอบเป็นกำอย่างชัดเจน
- กระแสเงินทุนและการเก็งกำไร (Flow & Positioning): เนื่องจากช่วงต้นปีมีการลงทุนกระจุกตัวสูงในกลุ่มชิปและหน่วยความจำ (Crowded Trade) ประกอบกับมีการใช้ Leverage ETF ในการเก็งกำไรสูง ทำให้เมื่อมีปัจจัยลบหรือความผิดหวังเพียงเล็กน้อย ตลาดจะปรับตัวลดลงแรงกว่าปกติ ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานทางกำไรไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ความผันผวน ควบคู่ 4 ธีมลงทุนเด่น
เนื่องจาก AI เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาวอย่างน้อย 3-5 ปีข้างหน้า การมีหุ้นกลุ่มนี้ในพอร์ตจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่เพื่อความปลอดภัย SCB CIO แนะนำว่า ไม่ควรลงทุนกระจุกตัว
- สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง แนะนำให้มีสัดส่วนหุ้น AI ไม่เกิน 30% ของพอร์ตโฟลิโอ เพื่อจำกัดผลกระทบยามตลาดผันผวน
- เน้นการลงทุนแบบเลือกสรร (Selective) โดยเลือกผู้ที่ได้ประโยชน์และหลีกเลี่ยงผู้ที่เสียประโยชน์
สำหรับ 4 ธีมการลงทุน ที่น่าจับตามีดังต่อไปนี้
- หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกผ่านกองทุน Active Fund: เน้นการลงทุนแบบ Active เพื่อให้ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) ช่วยจับจังหวะและคัดสรรหุ้นตามผลการดำเนินงานจริงได้อย่างใกล้ชิดและปรับพอร์ตได้ทันท่วงที
- โครงสร้างพื้นฐานและพลังงานทางเลือก (AI Ecosystem): เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ AI ที่พุ่งสูงขึ้น และยังได้ประโยชน์ในสภาวะราคาน้ำมันแพง
- กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor): กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงและเห็นกำไรชัดเจน คาดว่าภาวะสินค้าขาดแคลน (Shortage) อาจลากยาวและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ถึงปี 2028
- ตลาดหุ้นเกาหลีใต้: โดดเด่นด้านแนวโน้มกำไรที่เติบโตดี และปัจจุบันมี Valuation ที่น่าสนใจมาก โดยมีค่า PE เพียงประมาณ 5 เท่า หลังตลาดปรับฐานลงมา ทว่าแนะนำให้จำกัดสัดส่วนการลงทุนเนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนสูง
ภาพ: Tomas Ragina / Shutterstock

