ไทยจะคุยอะไรกับผู้นำเมียนมา?
ประเด็นสำคัญ
คำถามนี้กำลังอยู่ในความสนใจของสังคมไทย หลังทางการยืนยันว่า มิน อ่อง หล่าย ในฐานะประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ ท่ามกลางปัญหาข้ามพรมแดนรอบด้าน และการจับตามองว่า รัฐบาลไทยจะหยิบเรื่องใดขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจา
ตลอดกว่า 5 ปีนับจากการรัฐประหารปี 2021 เมียนมาตกอยู่ท่ามกลางสงคราม ความรุนแรง และวิกฤตเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจำนวนมากถูกโจมตีในพื้นที่พลเรือน ต้องอพยพหนีภัย และไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในบ้านของตนเองได้ ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวได้แผ่ข้ามพรมแดนมาถึงประเทศไทยแล้ว ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดคือ วิกฤตสารพิษจากเหมืองในเมียนมาที่ไหลปนเปื้อนแม่น้ำหลายสายของไทย ซึ่งกระทบตั้งแต่แหล่งน้ำ สุขภาพ รายได้ ไปจนถึงความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ แต่จนถึงขณะนี้ ชาวบ้านจำนวนมากยังรอคำตอบว่า รัฐบาลจะจัดการกับต้นตอของปัญหาและปกป้องพวกเขาอย่างไร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเยือนครั้งนี้คือบททดสอบตรงไปตรงมาของรัฐบาลไทยว่า จะกล้าหยิบวิกฤตแม่น้ำขึ้นมาพูดกับผู้นำเมียนมาอย่างจริงจังหรือไม่ แล้วจะผลักดันปัญหาที่คุกคามชีวิตประชาชนให้กลายเป็นวาระเร่งด่วนบนโต๊ะเจรจาได้เพียงใด
THE STANDARD สัมภาษณ์ เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Rivers and Rights เพื่อสำรวจนัยสำคัญของการเยือนไทยของ มิน อ่อง หล่าย วาระที่รัฐบาลควรหยิบยกขึ้นหารือ และเหตุใดวิกฤตแม่น้ำข้ามพรมแดนจึงกำลังกลายเป็นเดิมพันต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และอนาคตของประเทศไทย

ภาพ: เพียงพร ดีเทศน์
มอง ‘มิน อ่อง หล่าย’ เยือนไทย เหมาะสมหรือไม่?
จากประสบการณ์ทำงานตลอด 25 ปี เพียรพรตั้งคำถามต่อการเยือนไทยของผู้นำเมียนมาในครั้งนี้ว่า ประเทศไทยยังไม่ตระหนักถึงความล้มเหลวและปัญหาของเมียนมานับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 เป็นต้นมา แม้ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นผู้อพยพ สแกมเมอร์ ไปจนถึงสถานการณ์ล่าสุดอย่างสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ
เพียรพรสะท้อนภาพของประเทศเพื่อนบ้านว่า ตลอด 70 ปี เมียนมาต้องเผชิญสถานการณ์ไม่ปกติมาโดยตลอด แม้จะมีบางช่วงที่เป็นประชาธิปไตย อย่างในช่วงที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ของอองซานซูจีเป็นรัฐบาล ทำให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างเสรี นักข่าวสามารถรายงานปัญหาต่างๆ ในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น มีเสรีภาพทางวิชาการ และมีพื้นที่ให้กับภาคประชาชน
แต่หลังรัฐประหารปี 2021 อำนาจกลับไปอยู่ในมือกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ มีการใช้ความรุนแรงและทิ้งระเบิดใส่พื้นที่พลเรือน ทั้งอาคารเรียน วัด โบสถ์ และที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ ประชาชนจำนวนมากถูกสังหารหรือถูกบังคับให้พลัดถิ่น ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองได้
สถานการณ์เหล่านี้ควรทำให้รัฐบาลไทยพิจารณาว่า ต้องการจับมือกับผู้มีอำนาจแบบใดหรือเห็นประเทศเพื่อนบ้านเป็นแบบไหน เพราะเมื่อประเทศในภูมิภาคมีปัญหา ไทยย่อมต้องเผชิญกับผลกระทบที่ตามมา
เพียรพรยังระบุว่า แม้เส้นแบ่งในการมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาจะพร่าเลือน แต่หากยึด ‘ความถูกต้อง’ และ ‘ประโยชน์ของประเทศ’ เป็นหลัก ไทยก็จะสามารถพิจารณาได้ว่า สถานการณ์ในเมียนมาเป็นอย่างไร และควรมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์ดังกล่าว
“เราจะใช้ข้ออ้างตามหลักการอาเซียนเรื่อง ‘การไม่แทรกแซงกิจการภายใน’ ไม่ได้ เพราะไทยรับผลกระทบเชิงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างหนักมาตลอด (…) ถ้ารัฐบาลตรงไปตรงมาและเอาประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง ท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ในพม่าจะไม่เป็นแบบนี้เด็ดขาด
“หากไทยไม่เข้าไปมีส่วนผลักดันให้เกิดการแก้ไข หรือไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ประเทศไทยจะเป็นฝ่ายรับผลกระทบอย่างหนักต่อไป” เพียรพรย้ำ
จีนและข้อตกลงแม่น้ำข้ามแดน สองข้อสังเกตต่อการเยือน
นอกจากนี้ เพียรพรยังตั้งข้อสังเกตต่อการเยือนไทยของ มิน อ่อง หล่าย 2 ข้อ คือ ความเชื่อมโยงกับจีน และท่าทีต่อปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ
ประเด็นแรก เพียรพรตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีของรัฐบาลไทย หลัง อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีเยือนจีนในต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนและเชื่อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แต่ในบรรดาธุรกิจดังกล่าวก็มีกิจการที่ผิดกฎหมาย หรืออาศัยช่องว่างจากการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน
แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมไทยตั้งคำถามเรื่องทุนจีนสีเทาและธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อประเทศ แต่รัฐบาลกลับแสดงท่าทีใกล้ชิดกับจีนจนน่ากังวล ขณะที่ทางการจีนแสดงท่าทีต่อปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำว่า เป็นเรื่องที่ไทยกับเมียนมาต้องพูดคุยกันเอง
ส่วนประเด็นที่สอง คือ การแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ภายใต้กรอบข้อตกลงการจัดการปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ โดยเพียรพรตั้งข้อสังเกตว่า ร่างดังกล่าวมีขอบเขตแคบ ให้ความสำคัญกับเพียงแม่น้ำกกและหน่วยงานในรัฐฉานกับจังหวัดเชียงราย ทั้งที่พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำปนเปื้อนครอบคลุมจังหวัดริมแม่น้ำโขงถึง 8 จังหวัด ยังไม่รวมถึงอีกหลายจังหวัดอื่นในประเทศไทยในลุ่มน้ำที่ปนเปื้อน เช่น แม่ฮ่องสอน หรือระนอง
“เหมือนเป็นการติ๊กถูกว่าได้ทำแล้วนะ แต่มันไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เราอย่าลืมว่า ประชาชนเราเป็นล้านๆ คนขณะนี้ กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่แหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”
เพียรพรมองว่า การอ้างว่า มาตรฐานสารหนูของไทยกับเมียนมาไม่ตรงกัน ซึ่งไม่สามารถพูดคุยหรือเจรจากันต่อได้ เป็นคำอธิบายต่อประชาชนที่มีตรรกะไม่ถูกต้องนัก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดทั้งสองฝ่ายจึงไม่นำข้อมูลมาพูดคุยร่วมกัน หรือเปิดเผยผลการศึกษาอย่างโปร่งใส
เมื่อน้ำท่วมอาจกลายเป็น ‘น้ำพิษ’ ชาวบ้านอยู่อย่างไร
เพียรพรยอมรับกับ THE STANDARD ว่า เธอเป็นผู้ได้รับผลกระทบคนหนึ่งจากปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ เพราะครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเผยประสบการณ์ว่า ชาวบ้านต่างต้องหาวิธีเอาตัวรอด เช่น ผู้ที่มีกำลังทรัพย์ก็พยายามติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ซื้อน้ำดื่ม และหลีกเลี่ยงอาหารท้องถิ่น แต่ก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า อาหารจากพื้นที่อื่นปลอดภัยเพียงใด
ผลกระทบที่หนักที่สุดคือ ชาวบ้านที่เคยประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวจากการประมงและการท่องเที่ยว ต้องสูญเสียรายได้เหล่านั้นเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติอย่าง ‘น้ำท่วม’ ก็กำลังสร้างความเครียดให้กับคนในพื้นที่ เพราะสิ่งที่อาจมากับอุทกภัยในครั้งนี้คือน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ

ภาพ: เพียงพร ดีเทศน์
เพียรพรสะท้อนเสียงคนในชุมชนว่า ปัญหาดังกล่าวกระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ หลังมีผลสำรวจของอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ปลายปี 2025 ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมาก เกิดความวิตกกังวลต่อเหตุน้ำท่วม จนถึงขั้นได้ยินเสียงฝนตกก็ร้องไห้ออกมา
“เขาเครียด เพราะรู้ว่าน้ำท่วมมันก็หนักแล้ว ทีนี้มันเป็นน้ำพิษจากเหมือง มันมีสารตะกั่ว สารหนู สารโลหะหนัก แล้วเราจะต้องทำยังไง ใครจะมาช่วยเรา เพราะเขาก็กลัว ทำไมประเทศไทยปล่อยให้ประชาชนของเรา สถานการณ์ของเราตกอยู่ในความดำดิ่ง ซึ่งเราว่ามันมากเกินไป”
เมื่อถามว่า รัฐได้เข้าไปเยียวยาผลกระทบดังกล่าวหรือไม่ กรรมการบริหาร Rivers and Rights ตอบว่า เท่าที่เธอรับรู้ ยังไม่มีท่าทีหรือความช่วยเหลือจากทางการที่เพียงพอและครอบคลุม พร้อมขยายความว่า เธอยังไม่เห็นแม้แต่เจตจำนงทางการเมืองของรัฐไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง แต่กลับเห็นความพยายามทำให้ปัญหาดูเบาลง ไปจนถึงทำเหมือนไม่มีปัญหาเกิดขึ้น
เพียรพรยังเปรียบเทียบว่า ไทยยังไม่เผชิญผลกระทบรุนแรงถึงขั้นเดียวกับกรณีศึกษาในอินเดียหรือบังกลาเทศ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหาต้นตอนานถึง 10 ปี หลังพบเด็กที่เกิดมาพร้อมความผิดปกติ ขณะที่ไทยกำลังเดินไปสู่จุดนั้น ซึ่งยังมีเวลาพอที่จะบอกกับผู้มีอำนาจว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เราบอกให้เมียนมาหยุดทำเหมือง หรือทำอย่างไรก็ได้ให้ยุติก่อน แล้วมาดูกลไกที่ทำให้มันสะอาดถูกต้อง ให้ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแร่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามารับผิดชอบ ชดเชย เยียวยา ฟื้นฟู และยุติการกระทำที่มันเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนแบบนี้” เพียรพรระบุ
วิกฤตไม่ได้หยุดอยู่ที่แม่น้ำกก แต่คือสิ่งแวดล้อมของประเทศ
แต่ปัญหาทั้งหมดเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะวิกฤตไม่ได้จำกัดอยู่แค่สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แต่ยังรวมถึงแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรีเป็นอย่างน้อย ขณะที่ไทยยังเผชิญปัญหาภายในประเทศ เช่น การปนเปื้อนในแม่น้ำในจังหวัดสระบุรี หรือกรณีโรงงานรีไซเคิลในจังหวัดปราจีนบุรีและภาคตะวันออกที่มีการลักลอบทิ้งขยะ ซึ่งเชื่อมโยงกับการลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังรวมถึงโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนลาวกับเมียนมา ซึ่งมีกำลังผลิต 2,790 เมกะวัตต์ และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง โดยเพียรพรตั้งข้อกังวลว่า เขื่อนดังกล่าวจะซ้ำเติมปัญหาเนื่องจากจะกักเก็บน้ำที่มีสารหนูหรือสารโลหะหนักปนเปื้อน
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างเมียนมากับรัสเซียก็ยังต้องจับตามอง ทั้งโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวายและโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนไทยด้านจังหวัดกาญจนบุรี โดยเมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับชายฝั่งอันดามันและจังหวัดระนอง ประเทศไทยก็ต้องเร่งประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับโครงการ Data Center ซึ่งเพียรพรมองว่าใช้ทรัพยากร น้ำ และไฟฟ้าในปริมาณมาก ขณะที่อาจสร้างงานในประเทศได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากรัฐไทยยอมรับปัญหา ยังมีทางออก
เพียรพรยังมองว่า หากผลการหารือระหว่างผู้นำไทยกับ มิน อ่อง หล่าย มีเพียงเรื่องธุรกิจ โดยไม่มีข้อสรุปด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง หรือการคุ้มครองประชาชน ปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญอาจไม่ได้รับการแก้ไข และมีแนวโน้มเลวร้ายลงเรื่อยๆ
เธอย้ำว่า สิ่งแรกที่รัฐบาลไทยต้องทำคือ การยอมรับว่า แม่น้ำของประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตจากการปนเปื้อนสารพิษอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากการทำเหมืองที่ไร้การควบคุมในพื้นที่ต้นน้ำ
เพียรพรเชื่อว่า เมื่อรัฐบาลยอมรับว่าปัญหากำลังเกิดขึ้น การแก้ไขย่อมเดินหน้าต่อได้ เพราะประเทศไทยมีทั้งนักวิชาการที่มีความสามารถ เครื่องมือ บริษัท และหน่วยงานที่พร้อมร่วมตรวจสอบ รวมถึงความร่วมมือจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาศึกษาวิจัย
“เรารู้สึกว่า ถ้ามันเกิดปัญหา ก็ต้องพูดถึง แล้วก็หาคนผิดมารับผิดชอบ รีบแก้ปัญหาร่วมกัน มันควรจะเป็นแนวทางนั้นมากกว่า ไม่ใช่ว่าปฏิเสธหรือไม่พูดถึงมันไปเลย” เธอย้ำว่า ชาวบ้านในชุมชนพร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา เพื่อจะได้ร่วมกันหาทางออกว่าควรรับมืออย่างไร ซึ่งย่อมดีกว่าการปกปิดที่อาจนำไปสู่ความเจ็บป่วยหรือหายนะในสังคม
เช่นเดียวกับการเจรจากับทางการเมียนมา หากรัฐบาลยึดผลประโยชน์ของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ไทยย่อมสามารถกำหนดวาระและเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ได้ โดยอาศัยความรู้ความสามารถของข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่กำลังเดิมพันอยู่ในการเยือนครั้งนี้คืออนาคตของประเทศไทย และคำตอบว่า รัฐจะสามารถปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และอนาคตของประชาชนจากวิกฤตที่ไหลข้ามพรมแดนเข้ามาแล้วได้อย่างไร
ภาพ: พงศ์มนัส ทาศิริ / THE STANDARD


