×

‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ สะเทือนเศรษฐกิจอินโดฯ เป้าการค้า 2.3 หมื่นล้าน ไทยจะไปถึงหรือไม่?

05.08.2026
  • LOADING...
ภาพธงชาติไทยและธงชาติอินโดนีเซียโบกสะบัดคู่กัน

GDP ยังโต…แต่ความเชื่อมั่นกำลังถดถอย อินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ

ทั้งเงินทุนไหลออก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่า และความกังวลต่อวินัยการคลัง ท่ามกลางเป้าหมายที่ไทยต้องการ ผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 23,000 ล้านดอลลาร์

 

 

 

คำถามคือ ความเสี่ยงเหล่านี้จะกระทบโอกาสของไทยหรือไม่?

 

การเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายสำคัญด้านเศรษฐกิจไทยเชื่อมภูมิภาค

 

ภาพธงชาติไทยและธงชาติอินโดนีเซียโบกสะบัดคู่กัน 1

 

โดยเฉพาะเป้าหมายการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แตะ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากระดับปัจจุบันที่ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านความเป็นหุ้นส่วนสำคัญ

 

ทั้งมิติการลงทุน การท่องเที่ยว การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล

 

เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังอยู่ในช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’

 

อย่างไรก็ตาม ความตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นขณะที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังอยู่ในช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’ จากการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปี ไปสู่ภาวะที่แรงส่งเริ่มอ่อนแรงลง

 

ภาพของประเทศดาวรุ่งแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังนักลงทุนต่างชาติเร่งเทขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย จนเกิดภาวะ ‘Triple Sell-Off’ หรือการเทขายพร้อมกัน ทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน

 

ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงกว่า 36% จากจุดสูงสุด

 

ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

บวกกับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูง โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมจนเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นส่งผลให้ความน่าเชื่อถือทางการคลังที่ถูกปรับลดลง

 

สัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจเหล่านี้ อยู่ในระดับที่น่ากังวลหรือไม่ และจะกระทบต่อโอกาสของไทยมากน้อยเพียงใด จึงเป็นคำถามที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

จากพี่ใหญ่อาเซียน ‘อินโดนีเซีย’ แรงส่งเริ่มอ่อน

 

อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลกที่ 1.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ด้วยจำนวนประชากรกว่า 284 ล้านคน แรงงานหนุ่มสาวที่สูง แม้รายได้ต่อหัวจะยังต่ำกว่าไทย แต่ด้วยขนาดของตลาดภายในประเทศ อินโดนีเซียยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเนื่องจากมีทรัพยากรแร่สำคัญ

 

แม้โดยอินโดนีเซียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2026 ที่ 5.61% YoY จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงมีความยืดหยุ่น และเศรษฐกิจที่เร่งตัวต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2025 อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวมีแนวโน้มอ่อนแรงลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2/2026 โดย GDP ไตรมาส 2/2026 ของอินโดนีเซียหดตัวเหลืออยู่ที่ 5.30% YoY

 

โดย Lavanya Venkateswaran นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคอาเซียนของ ธนาคาร OCBC มองว่า การบริโภคภาคเอกชนเริ่มชะลอลงจากผลของ Post-festival Effect หรือการใช้จ่ายที่อ่อนตัวลงหลังผ่านช่วงเทศกาล ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางการคลังยังไม่สามารถชดเชยแรงส่งที่หายไปได้ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ การบริโภคครัวเรือนมีสัดส่วน 54.38% ของมูลค่า GDP ทั้งประเทศ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นภาครัฐ สัดส่วนดังกล่าวจะสูงถึง 61% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียพึ่งพาการบริโภคและการกระตุ้นค่อนข้างมาก

 

ด้านสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคม แห่งคณะเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตอยู่ที่ 5% ในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 5.4% ของรัฐบาล ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า GDP อยู่ที่ 4.9% ถึง 5.7%.

 

แรงส่งแผ่ว ไม่น่าห่วงเท่า ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’

 

วิจัยกรุงศรี ฉายภาพถึงความท้าทายใหม่ของรัฐบาลอินโดนีเซีย หลังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นแนวทางประชานิยม การแทรกแซงเศรษฐกิจโดยภาครัฐ และชาตินิยมด้านทรัพยากร จนก่อให้เกิดความกังวลในคุณภาพธรรมาภิบาล วินัยทางการคลัง และความน่าเชื่อถือของนโยบาย

 

มากไปกว่านั้น ความเชื่อมั่นของรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนมากขึ้น และอาจนำไปสู่สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ หลังรัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจตรึงราคาพลังงานภายในประเทศ อันเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เริ่มทบทวนมุมมองต่ออินโดนีเซียมากขึ้น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Moody’s ได้ทำการปรับแนวโน้ม (Outlook) อันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอินโดนีเซีย (Baa2) ลงจากมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นเชิงลบ (Negative) ตามด้วย Fitch ที่ปรับลดแนวโน้มในลักษณะเดียวกันในเดือนมีนาคม

 

บริษัทจัดทำดัชนีหลักทรัพย์และการลงทุนชั้นนำระดับโลกอย่าง MSCI (Morgan Stanley Capital International) ถอดบริษัทขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย 6 แห่งออกจากดัชนีฯ สะท้อนความกังวลด้านธรรมาภิบาลในภาคการเงิน

 

แรงกดดันด้านความเชื่อมั่นยิ่งเพิ่มขึ้นอีก เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียเดินหน้านโยบายชาตินิยมด้านทรัพยากรอย่างโจ่งแจ้ง ผ่านการจัดตั้งบริษัท PT Danantara Sumberdaya Indonesia (DSI) ในเดือนพฤาภาคม เพื่อเป็นตัวกลางเพียงรายเดียวในการส่งออก สินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของประเทศ เช่น น้ำมันปาล์มดิบ และถ่านหิน ซึ่งสะท้อน

 

โดยนักลงทุนมองว่า นโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มบิดเบือนกลไกตลาด เป็นเหตุให้ทาง MSCI ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาปรับสถานะอินโดนีเซียจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ลงสู่กลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) อีกด้วย

 

ทั้งนี้ หากต้นตอของปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข วิจัยกรุงศรีมองว่า ปัญหาความเชื่อมั่นอาจส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงผ่านหลายช่องทาง ดังนี้

 

  • ประการแรก ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่สูงขึ้นจะส่งผลให้พื้นที่การคลังลดลง จนภาครัฐจำเป็นต้องชะลอหรือลดขนาดโครงการลงทุนที่สำคัญ
  • ประการที่สอง หากปัญหาความเชื่อมั่นทำให้ FDI ชะลอลงต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนและการสร้างงานในประเทศได้
  • ประการที่สาม ภาวะการเงินที่ตึงตัวและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นอาจชะลอการขยายตัวของสินเชื่อ และกดดันทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคของครัวเรือน

 

จากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มของอาเซียน

 

แม้เศรษฐกิจระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพเติบโตระยะกลางสูงที่สุดในอาเซียน

 

จากการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

 

แกนสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือ Downstreaming หรือการต่อยอดการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มก่อนส่งออก แทนการขายวัตถุดิบ

 

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมนิกเกิล ทองแดง เหล็ก รวมถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคการผลิตมากขึ้น

 

ข้อมูลจากกระทรวงการลงทุนอินโดนีเซีย (BKPM) ระบุว่า การลงทุนรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศในไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น 7.2% จากปีก่อน

 

ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรม Downstream คิดเป็นราวหนึ่งในสามของการลงทุนทั้งหมด และกว่า 67% เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะท้อนว่า นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มของอินโดนีเซีย

 

นอกเหนือจากภาคการผลิต อินโดนีเซียยังเร่งวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนใน Data Center และ Cloud Infrastructure โดยมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

 

ไม่ว่าจะเป็น Microsoft และ Digital Edge เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากข้อได้เปรียบด้านขนาดตลาด ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก และความต้องการบริการดิจิทัลที่เติบโตเร็ว ทำให้อินโดนีเซีย กำลังก้าวสู่การเป็น Digital Economy Hub ของอาเซียน

 

ภาพธงชาติไทยและธงชาติอินโดนีเซียโบกสะบัดคู่กัน 2

 

ไทย-อินโดฯ คู่ค้าอันดับ 12

 

ครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ไทยมีการค้าขายกับอินโดนีเซีย มากสุดเป็นอันดับที่ 11 จากประเทศคู่ค้าของไทยทั้งหมด 247 ประเทศ

 

  • มูลค่าการค้าที่ 11,042.87 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.31% YoY
  • ส่งออก 5,189.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.96% YoY
  • นำเข้า 5,853.58 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.73% YoY
  • ดุลการค้า -664.29 ล้านดอลลาร์ลดลง 0.03% YoY

 

สินค้าไทยส่งออกไปอินโดนีเซีย 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 628.89 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 12.12%
  • เม็ดพลาสติก มูลค่า 438.01 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.44%
  • อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 422.94 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.15%
  • น้ำตาลทราย มูลค่า 380.09 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 7.32%
  • เคมีภัณฑ์ มูลค่า 295.16 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 5.69%

 

สินค้าไทยนำเข้าจากอินโดนีเซีย 5 อันดับแรก ได้แก่

 

  • สินค้าอื่นๆ มูลค่า 884.79 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 15.12%
  • สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์ มูลค่า 628.03 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 10.73%
  • ถ่านหิน มูลค่า 589.77 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 10.08%
  • น้ำมันดิบ มูลค่า 510.05 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.71%
  • เคมีภัณฑ์ มูลค่า 302.99 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 5.18%

 

จากรายการสินค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซีย สะท้อนว่า อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติก อัญมณี และเคมีภัณฑ์

 

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของภาคการผลิตไทยด้วย จากการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมันดิบ และสินแร่โลหะ

 

เป้า 2.3 หมื่นล้าน ยังเป็นไปได้? หากอินโดฯ ฟื้นเชื่อมั่นสำเร็จ

 

แม้เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังเติบโตในระดับราว 5% และมีศักยภาพจากการเปลี่ยนผ่านสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม แต่ปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา ไม่ใช่อัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว หากเป็นความสามารถของรัฐบาลในการฟื้นความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล

 

วิจัยกรุงศรีมองว่า หากรัฐบาลสามารถคลี่คลายความกังวลด้านวินัยการคลัง ลดความไม่แน่นอนของนโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินอาจไม่ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจจริง แต่หากปัญหายืดเยื้อ แรงกดดันอาจส่งผ่านไปยังการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคในที่สุด

 

ในภาพรวมแล้ว ความสำเร็จของเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศที่ 23,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงนามความร่วมมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า อินโดนีเซียจะสามารถรักษาเสถียรภาพและฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้มากเพียงใดในช่วงหลายปีข้างหน้า

 

ภาพ: Carsten Reisinger, Oselote / Shutterstock

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories