ภาคการท่องเที่ยวเตรียมรับอานิสงส์ระลอกใหม่ เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศภายใต้ชื่อโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ด้วยวงเงิน 1,750 ล้านบาท นำร่อง 500,000 สิทธิ์ ล่าสุดเตรียมหารือกระทรวงการคลังสัปดาห์นี้เพื่อสรุปแหล่งเงินทุน หวังอัดฉีดเม็ดเงินให้ทันช่วง Low Season ในเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้
ประเด็นสำคัญ
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุถึงรายละเอียดและทิศทางของโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ มีหลักการคล้ายคลึงกับโครงการในอดีตอย่าง ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ หรือ ‘เที่ยวคนละครึ่ง’ โดยรัฐบาลจะเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง
เบื้องต้นโครงการนี้จะจำกัดอยู่ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,750 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสนับสนุนที่พัก 1,500 ล้านบาท และงบคูปอง 250 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสิทธิประโยชน์ดังนี้
- ส่วนลดค่าที่พัก ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมที่พัก สิทธิ์ละไม่เกิน 3,000 บาทต่อหนึ่งสิทธิ์
- คูปองท่องเที่ยว (Voucher) โดยจะแจกคูปองมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ์ ซึ่งความพิเศษในครั้งนี้คือการ เปิดกว้างมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ได้เฉพาะค่าอาหาร จะขยายให้สามารถครอบคลุมไปถึงค่าสปา การนวด หรือบริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ด้วย
จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในครั้งนี้คือ การปรับลดเงื่อนไขเพดานสิทธิ์การใช้งานต่อบุคคลลง จากเดิมในโครงการลักษณะเดียวกันที่เคยให้สูงสุดถึง 10 สิทธิ์ต่อคน ครั้งนี้จะเหลือเพียง 5 สิทธิ์ต่อคน เพื่อลดการกระจุกตัวและช่วยให้เกิดการกระจายสิทธิ์ไปยังประชาชนคนอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยการรับสิทธิ์จะใช้ระบบ มาก่อนได้ก่อน หรือ First Come, First Served ใครจองก่อนมีสิทธิ์ก่อน
ปลดล็อกข้อจำกัดเมืองรอง-วันธรรมดา หวนใช้แอป ‘เป๋าตัง’
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ คือการทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทั้งหมด โดยรัฐมนตรีฯ ระบุว่าได้มีการเชิญตัวแทนภาคเอกชน ทั้งสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), ผู้ประกอบการสายการบิน และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มาร่วมหารือ
“ทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันว่า ครั้งนี้ไม่ต้องจำกัดเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้ใช้งานได้ง่าย เพราะจากประสบการณ์ปีที่แล้ว สิทธิ์ของเมืองรองเหลือเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังยกเลิกเงื่อนไขที่เคยบังคับว่าเมืองรองต้องใช้เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือวันธรรมดา โดยให้สามารถใช้ได้เหมือนกันทุกวัน ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ”
ส่วนแพลตฟอร์มที่จะนำมาใช้รับสิทธิ์ จะกลับไปใช้แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทย เนื่องจากประชาชนมีความคุ้นชิน ระบบมีเสถียรภาพ และตอบโจทย์เรื่องความง่ายในการใช้งานสูงสุด
โจทย์ใหญ่ ‘แหล่งเงินทุน’ ชี้ชะตาไทม์ไลน์โครงการ
อย่างไรก็ตาม โครงการจะเริ่มต้นได้เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับ “แหล่งที่มาของเงินทุน” ซึ่งรัฐมนตรีฯ เตรียมหารือกับกระทรวงการคลังภายในสัปดาห์นี้ โดยมีฉากทัศน์ 3 แนวทาง ได้แก่
- การใช้เงินกู้ เป็นทางเลือกหลัก หากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าสามารถใช้เงินกู้ในก้อน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว สายการบิน และรถโดยสาร ต่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะสามารถนำเรื่องเข้า ครม. และอนุมัติใช้ได้ทันทีในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งตรงกับความต้องการของเอกชนที่อยากให้กระตุ้นในช่วง Low Season
- การใช้งบกลาง ปี 2569 หากใช้เงินกู้ไม่ได้ อาจต้องพึ่งพางบกลางของปีงบประมาณปัจจุบัน แต่ยอมรับว่าเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ และรัฐบาลจำเป็นต้องสำรองเงินก้อนนี้ไว้สำหรับรับมือภัยพิบัติหรือน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น
- การใช้งบกลาง ปี 2570 หากต้องรองบกลางของปีงบประมาณหน้า ก็มีโอกาสเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ เป็นต้นไป จะมีข้อจำกัดใหญ่คือ ระยะเวลาการเริ่มโครงการจะไปตกอยู่ในช่วง High Season พอดี ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าโรงแรมส่วนใหญ่มักจะเต็มอยู่แล้ว การกระตุ้นอาจไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหากต้องใช้เงินก้อนนี้จริง อาจต้องพิจารณาเลื่อนโครงการไปใช้ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ปีหน้าแทน
“ถ้าคุยกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์นี้และเข้าเงื่อนไขการใช้เงินกู้ จะทราบผลภายในสัปดาห์เดียว และใช้เวลาทำเรื่องประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อเสนอ ครม. หากทัน ก็จะได้ใช้โครงการนี้ในช่วงกันยายน-ตุลาคมนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วง High Season อย่างแน่นอน” รัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้าย

