×

“ไม่เอา Data Center ไทยจะเอาอะไร?” จรีพร WHA ชวนถก Data Center ให้อะไรคนไทย

โดย THE STANDARD TEAM
03.08.2026
  • LOADING...
จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Group อธิบายถึง Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโอกาสของไทยสู่การเป็น AI Hub

เมื่ออุตสาหกรรมเดิม ซึ่งเคยเป็นพระเอกเศรษฐกิจไทยเริ่มตกยุค รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่มาแทนที่ และ Data Center หรือ ศูนย์ข้อมูล ได้ถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย

 

 
 

หลังจากผลักดันเรื่องนี้มาหลายปี บริษัทผู้ให้บริการ Data Center เริ่มเดินทัพเข้ามาลงหลักปักฐานในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวเลขล่าสุดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569

 

ไทยได้อนุมัติโครงการ Data Center และ Cloud Service ไปแล้วรวมกว่า 9.58 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีบิ๊กเทคระดับโลกอย่าง TikTok, Google และ Amazon Web Services (AWS) ด้วย แต่ท่ามกลางตัวเลขเงินลงทุนมหาศาลที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ สังคมไทยตั้งคำถามดังขึ้นเช่นกันว่า Data Center เหล่านี้จะสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ประเทศต้องเสียไปจริงหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมนี้คือ อาคารที่กินไฟมหาศาล ใช้น้ำจำนวนมาก และอาจมีการจ้างงานทางตรงเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับโรงงานอุตสาหกรรมยุคเก่า

 

Data Center กินไฟ หรือ แก้เรื่องไฟล้นเกิน?

 

เพื่อมองให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยแค่ไหน THE STANDARD พูดคุยกับ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย

 

ด้วยบทบาทของ WHA ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภค และพลังงาน จรีพรจึงเป็นหนึ่งในผู้ที่มองเห็นความต้องการของบริษัท Data Center จากหน้างานจริง

 

สำหรับจรีพร Data Center คือ Digital Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่โลกยุคใหม่ขาดไม่ได้

 

เบื้องหลังทุกสิ่งที่เราทำบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีดวิดีโอ การโอนเงิน สั่งอาหาร ล้วนต้องพึ่งพาสิ่งนี้ Data Center จึงเปรียบเหมือนถนนสายหลักที่จะขาดไปไม่ได้เลย หากไทยต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

 

กลไกดังกล่าว ไม่ต่างจากการลงทุนด้านโทรคมนาคมในอดีต ที่คนไทยเคยต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงถึงนาทีละ 18-20 บาท แต่เมื่อมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจนเกิดการแข่งขันด้านราคา สุดท้ายผู้บริโภคก็คือคนที่ได้รับประโยชน์และได้ใช้บริการที่ถูกลง

 

เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ จากเดิมที่ทุกบริษัทต้องแบกต้นทุนในการสร้างห้องเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง ก็สามารถเปลี่ยนผ่านไปใช้ระบบคลาวด์ด้วย Data Center

 

ส่วนข้อกังวลเรื่องการแย่งไฟฟ้าของประชาชนที่มักถูกหยิบยกขึ้นพูดถึง เธอมองว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า แต่ในทางกลับกัน เรามีกำลังผลิตสำรอง (Reserve Capacity) หรือค่าความปลอดภัยที่มากเกินความจำเป็น

 

“ศูนย์ข้อมูลที่เข้ามา เขาใช้ไฟ 24 ชั่วโมง 7 วันไม่ต้องหยุดซ่อมบำรุง เขาใช้ไฟสม่ำเสมอ นี่คือลูกค้าชั้นดี ถ้าเกิดเข้ามาช่วยใช้ไฟที่เกินความต้องการ ก็เหมือนมันมีคนมาจ่ายเงินให้ พี่ยังถามกับรัฐบาลเลยว่าค่าไฟต้องถูกลงสิ เพราะคุณมีรายได้เต็มๆ แล้วไง” จรีพรระบุ

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากในอนาคตกำลังไฟฟ้าไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องควักงบประมาณลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเองให้เสี่ยงและเปลืองงบประมาณ แต่สามารถเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนแทนผ่านกลไก Feed-in Tariff หรือมาตรการที่รัฐรับประกันการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาคงที่ระยะยาว เมื่อเอกชนมั่นใจว่ามีคนซื้อไฟแน่นอนและกล้าลงทุน รัฐก็แค่ทำหน้าที่เป็นคนกลางรับซื้อไฟจากเอกชนเพื่อนำไปขายต่อให้กับกลุ่ม Data Center ซึ่งวิธีนี้นอกจากรัฐจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องการลงทุนเองแล้ว ยังสามารถเก็บกินกำไรจากส่วนต่างเข้าคลังได้ทันที

 

ส่วนข้อกังวลที่ว่า หากต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) มาผลิตไฟฟ้าเพิ่มจนทำให้ต้นทุนแพงขึ้น และประชาชนจะต้องมารับเคราะห์จ่ายค่าไฟแพงด้วยหรือไม่? จรีพรตอบประเด็นนี้ว่า ต้นทุนดังกล่าวควรจะถูกผลักไปเก็บจากกลุ่มธุรกิจ Data Centerโดยตรง ผ่านบิลค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งเคยมีการนำเงื่อนไขนี้ไปหารือกับกลุ่ม Data Center ทางพวกเขาก็ยินดีจะแบกรับค่าไฟที่ปรับขึ้นตามราคา LNG ขอเพียงแค่รัฐบาลคิดราคาอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และมีราคาที่สูสีกับประเทศเพื่อนบ้านก็พอ

 

Data Center กับโจทย์เรื่องน้ำ

 

นอกจากไฟฟ้า Data Center ยังขึ้นชื่อเรื่องการกินน้ำมหาศาล จนบางประเทศ ประชาชนถึงขั้นต้องออกมาประท้วงเพราะมีน้ำไม่พอใช้

 

ในมุมมองของจรีพร เธอมองว่า ประเทศไทยเราต่างจากประเทศเหล่านั้นตรงที่ ไทยมีน้ำมาก มากกว่าน้ำแล้ง แต่ปัญหาคือการบริหารจัดการและการกักเก็บน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ

 

“ประเทศไทยน้ำท่วมบ่อย น้ำบ้านเราพอ เพียงแต่ว่าการบริหารจัดการเรื่องน้ำต้องให้มันดี ๆ ทุกคน ทุกหน่วยงาน มีเป็นสิบกว่าหน่วยงาน ข้อมูลไม่เคยตรงกันเลยแทนที่ภาครัฐจะคิดไปไกลถึงขั้นการทำโครงการแยกเกลือออกจากน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำจืด (Desalination) ซึ่งมีต้นทุนที่แพงมหาศาลเหมือนในประเทศที่ขาดแคลนน้ำอย่างสิงคโปร์หรือกาตาร์ สิ่งที่ไทยควรทำคือการสร้างอ่างเก็บน้ำและระบบผันน้ำในประเทศให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อกักเก็บน้ำฝนธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด”

 

จรีพร ยังชี้ให้เห็นว่า ทางออกที่บริษัท Data Center ระดับโลกยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานสากล คือ ระบบชดเชยการใช้น้ำ (Water Offset) ร่วมกับการจ่ายค่าน้ำในอัตราพิเศษ

 

หลักการของระบบ Water Offset นี้ จะทำงานคล้าย ๆ กับกลไกคาร์บอนเครดิต นั่นคือ ถ้า Data Center ดึงน้ำจืดจากธรรมชาติไปใช้เท่าไร พวกเขาก็มีหน้าที่ต้องหาทางสร้างน้ำสะอาด หรือคืนน้ำกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและชุมชน ให้ได้ในปริมาณที่เท่ากัน หรือมากกว่าจำนวนที่ใช้ไป (Net-Positive Water)

 

ในทางปฏิบัตินั้น สามารถเริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วยการรีไซเคิลน้ำ โดยจากการพูดคุยกลุ่มบริษัท Data Center ยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมน้ำในอัตราที่แพงกว่าปกติได้ เพื่อให้นิคมอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานรัฐ นำเงินส่วนต่างนี้ไปลงทุนสร้างโรงบำบัดน้ำเสียอัจฉริยะ แล้วนำน้ำที่ใช้แล้วจากโรงงานอื่น ๆ มารีไซเคิลจนสะอาดพอจะส่งกลับมาใช้ระบายความร้อนใน Data Center อีกครั้ง

 

ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยลดการใช้น้ำจืดจากแหล่งธรรมชาติได้มหาศาล และเงินส่วนต่างจากค่าน้ำที่จ่ายแพงขึ้น ยังสามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชุมชนรอบข้างได้อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสมทบทุนขุดลอกคูคลอง หรือสร้างบ่อกักเก็บน้ำสำรองไว้ให้ชุมชนและเกษตรกร เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอในยามหน้าแล้ง

 

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มบริษัท Data Center ยังพร้อมอุดหนุนงบประมาณก้อนใหญ่ให้กับมูลนิธิหรือหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อทำโครงการปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ป่าต้นน้ำทำหน้าที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติ และค่อย ๆ ปล่อยน้ำสะอาดคืนกลับสู่ระบบแม่น้ำลำคลองของประเทศได้ในระยะยาว

 

ด้วยกลไกทั้งหมดนี้ จรีพรจึงมองว่า การเข้ามาของ Data Center ไม่ได้เข้ามาใช้ทรัพยากรไทยฟรี ๆ ทั้งหมด รัฐบาลไทยสามารถออกแบบให้การใช้น้ำของพวกเขามีราคาที่ต้องจ่ายได้ แถมพวกเขายังพร้อมช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น

 

Data Center แบบไหนที่คนไทยจะได้ประโยชน์?

 

จรีพรเน้นย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า หน้าต่างแห่งโอกาสของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่นั้นเปิดอยู่จำกัดอย่างยิ่ง และหากเรายังคงติดอยู่ในบ่วงแห่งความกลัวจนไม่กล้าขยับตัว เงินแสนล้านพร้อมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเหล่านี้ก็พร้อมจะโบยบินไปหาประเทศเพื่อนบ้านทันที

 

“คุณเอาให้ชัดเจนเถอะว่าคุณจะทำอะไร ลังเลแล้วโอกาสไม่ได้อยู่ที่เราเสมอไป เราลังเล เลี้ยงบอลอยู่นั่นแหละ ไม่ยิงเข้าโกลสักทีแล้วคุณจะได้คะแนนเหรอ ถ้าเราจะถกเถียงกัน เรามาถกเถียงเรื่องความคิดสร้างสรรค์กันว่าทำยังไงให้เราเป็น AI Hub ไม่ใช่ AI User”

 

เพราะฉะนั้น โจทย์ใหญ่ที่สุดของไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่การลังเลว่า ควรเปิดประตูต้อนรับ Data Center หรือไม่ หากแต่คือคิดไปให้ไกลกว่านั้นว่า ในวันที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับแสนล้านเข้ามาตั้งอยู่ในประเทศ เราจะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อยกระดับชีวิตของคนไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไร

 

ซึ่งภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีที่คอยซื้อระบบของต่างชาติมาใช้ ไปสู่การวางรากฐานเพื่อผลักดันให้ไทยกลายเป็น AI Hub และศูนย์กลางการฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีแห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง

 

โดยเริ่มจากการที่รัฐบาลต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานคนไทยให้ทันกับโลกยุค AI พร้อมกับการเปิดประตูรับกลุ่มหัวกะทิจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน เพื่อดึงดูดองค์ความรู้และสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมร่วมกับคนในประเทศ

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ต้องเริ่มเปลี่ยนผ่านองค์กรภาครัฐสู่การเป็น Digital Government อย่างจริงจัง เพราะเมื่อภาครัฐปรับมาใช้ระบบดิจิทัลและ AI ในการให้บริการ ก็จะเกิดอุปสงค์การใช้งานภายในประเทศมหาศาล ซึ่งกลายเป็นเค้กชิ้นใหญ่ให้แก่กลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีสตาร์ทอัพไทย รวมถึงคนรุ่นใหม่ ได้มีพื้นที่สร้างสรรค์ และเกิดการจ้างงานในอาชีพยุคใหม่ๆ ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การจ้างงานในโรงงานแบบเดิม

 

สุดท้ายทุกอย่างจึงวกกลับไปอยู่ที่รัฐบาล ไทยสามารถออกแบบให้การเข้ามาของ Data Center ได้มากกว่าเสีย แต่ความยังไม่ชัดเจนของแผนรัฐบาลทำให้ประชาชนอดกังวลไม่ได้ว่า การมาของ Data Center อาจจะเสี่ยงซ้ำรอยกับอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ได้กระจายส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจไปถึงมือคนไทยจริงๆ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising