กระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา หลังกล่าวพาดพิงถึงประเทศไทย หลังภารกิจการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ได้เริ่มต้นจากฝ่ายไทย แต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา
เมื่อวานนี้ (1 สิงหาคม) กระทรวงการต่างประเทศแสดงท่าทีต่อแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจของแอนดรูวส์ หลังการเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 20-31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ทั้งกรณีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย
ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่า ได้รับทราบเนื้อหาจากการรายงานของแอนดรูวส์แล้ว พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศซึ่งนำไปสู่ผลกระทบในหลายด้าน ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มต้นโดยฝ่ายไทย แต่เกิดจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา
สำหรับกรณีที่แอนดรูวส์ระบุว่า มีชาวกัมพูชาพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced Persons: IDPs) จำนวน 6.5 แสนคน กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า บุคคลส่วนหนึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งไทยเคยเปิดเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว บุคคลกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ไทยจะประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้าข่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตามนิยามของ IDPs
นอกจากนี้ ทางการไทยยังเห็นว่า ประเด็นสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (Right of Return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ โดยละเลยการพิจารณาตามหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง
กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่ดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและต้องพลัดถิ่นอยู่ภายในประเทศ ทั้งในด้านความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ส่วนกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งแอนดรูวส์ระบุว่า มีจำนวน 9 แสนคน คือกลุ่มแรงงานที่เดินทางกลับหลังเกิดข้อพิพาทบริเวณชายแดน มีทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน
แรงงานเหล่านี้เดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจ หลังรัฐบาลกัมพูชาเชิญชวนให้เดินทางกลับประเทศ โดยรัฐบาลไทยยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทยมาโดยตลอด และไม่เคยมีนโยบายผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศ
ไทยย้ำด้วยว่า ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ไทยได้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวต่อกลไกของสหประชาชาติแล้ว โดยคำชี้แจงได้รับการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดหลักความเป็นกลางและความเที่ยงธรรม ใช้ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ รวมทั้งรับฟังข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่าย เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนมีความสมดุลและสอดคล้องกับอาณัติของกลไกดังกล่าว
ในตอนท้าย ไทยระบุว่า พร้อมมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่การดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา โดยทิ้งท้ายว่า ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อย่างการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยลดระดับความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการกระทำหรือการกล่าวหาที่อาจยั่วยุ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางให้ประเด็นความมั่นคงตามแนวชายแดนได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีต่อไป
ภาพ: UN News
อ้างอิง:


