ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของมวลชนคนรุ่นใหม่ในชื่อ ‘Cockroach Janta Party’ หรือ ‘พรรคมวลชนแมลงสาบ’ ในอินเดีย กำลังสั่นคลอนเก้าอี้ของนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ผู้นำสายแข็งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้เขาจะมีผลงาโดดเด่นด้านเศรษฐกิจตลอดการดำรงตำแหน่งกว่าทศวรรษ แต่ปัญหาการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่และปมปัญหาข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยรั่วไหล ถูกมองว่ากำลังปล้นอนาคตของเยาวชนอย่างไม่เป็นธรรม และกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอัดอั้นของคนรุ่นใหม่ระเบิดออก
ประเด็นสำคัญ
เกิดอะไรขึ้น ชนวนความไม่พอใจมาจากไหน
ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีในการครองอำนาจของ นเรนทรา โมดี ภาพจำทางการเมืองของเขาคือ ‘บุรุษเหล็ก’ ผู้ทรงอำนาจ รัฐบาลของเขาสามารถสยบพรรคฝ่ายค้าน ครองพื้นที่สื่อกระแสหลักและบีบพื้นที่ของคนที่เห็นต่างในประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ
แต่แล้วในเดือนกรกฎาคม พลังมวลชนนำโดยกลุ่ม Gen Z ที่เพิ่งก่อตัวในโซเชียลมีเดียและนัดชุมนุมตามสถานที่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ภายใต้ชื่อกลุ่มล้อเลียนทางการเมืองอย่างพรรค Cockroach Janta Party (CJP) กลับสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนพรรครัฐบาลที่ชื่อ ‘ภารตียชนตา’ หรือ BJP และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก
หลังพบว่ามีการรั่วไหลของข้อสอบในวงกว้าง ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ทำให้รัฐบาลอินเดียจำต้องประกาศยกเลิกผลการสอบ NEET (National Eligibility cum Entrance Test) ซึ่งเป็นการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนเกือบ 2 ล้านคนต้องเตรียมตัวสอบใหม่ ทั้งที่เพิ่งผ่านการอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงมาหลายปี
พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อกรณีข้อสอบรั่วดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปล้นโอกาสที่เท่าเทียมในการสร้างอนาคตไปจากนักเรียนนับล้านคน ซึ่งบีบให้ ดาร์เมนดรา ปราธัน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และคนสนิทคู่ใจของโมดีต้องประกาศลาออกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการยอมถอยทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ยากในยุคสมัยของโมดี
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนอะไร
การประท้วงของพรรคมวลชนแมลงสาบไม่ได้สะท้อนเพียงความไม่พอใจต่อกรณีข้อสอบรั่วเท่านั้น แต่กำลังเปิดให้เห็นรอยปริขนาดใหญ่ระหว่างภาพความสำเร็จของอินเดียในระดับมหภาค กับความเป็นจริงที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน
ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลโมดีวางตำแหน่งอินเดียในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี อุตสาหกรรมการผลิต และผลักดันเรื่องความภาคภูมิใจในชาติอย่างเข้มข้น แต่อีกด้านหนึ่ง คนหนุ่มสาวจำนวนมากกลับรู้สึกว่า การเติบโตของประเทศไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นงานที่มั่นคง รายได้ที่เพียงพอ หรือโอกาสในการเลื่อนสถานะทางสังคมสำหรับพวกเขา
อินเดียมีประชากรอายุระหว่าง 15-29 ปีมากกว่า 360 ล้านคน และคนอายุต่ำกว่า 29 ปีมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด ทว่าอัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวกลับเพิ่มขึ้นเป็น 16.2% ในเดือนมิถุนายน จาก 13.8% ในปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอายุต่ำกว่า 25 ปีเกือบ 40% ไม่มีงานทำ
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Azim Premji ในปี 2026 ยังพบว่า ผู้หางานไม่ถึง 7% สามารถมีงานประจำที่ได้รับเงินเดือนภายในหนึ่งปี และไม่ถึง 4% ได้ทำงานในตำแหน่งพนักงานออฟฟิศ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่คนรุ่นใหม่ขาดความพยายามหรือทักษะ แต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานและระบบการศึกษา ซึ่งไม่สามารถรองรับคนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาลที่ถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า การศึกษาและความขยันจะเป็นบันไดนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น
กรณีข้อสอบ NEET รั่วจึงกลายเป็นมากกว่าความบกพร่องทางเทคนิคของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นการทำลาย ‘สัญญาทางสังคม’ ที่รัฐเคยมอบไว้กับเยาวชน กล่าวคือ หากตั้งใจเรียน แข่งขันอย่างสุจริต และทำตามกติกา พวกเขาย่อมควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน
เมื่อตัวข้อสอบถูกซื้อขายหรือรั่วไหลให้ผู้สมัครบางกลุ่มได้เปรียบ ความเชื่อที่ว่าความสามารถและความพยายามจะได้รับการตอบแทนจึงพังทลายลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งต้องลงทุนทั้งเงิน เวลา และความหวังไปกับการศึกษาของบุตรหลาน
โซมายา กอร์เด นักกฎหมายวัย 26 ปี ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในครอบครัวที่สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย อธิบายความรู้สึกนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยกำลังถูกแปรรูปเป็นของเอกชน ข้อสอบรั่วเกิดขึ้นซ้ำซาก และแม้เรียนจบแล้วก็ยังไม่มีงานเพียงพอรองรับ
“ในระบอบประชาธิปไตย เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล” เธอกล่าว
เมื่อการล้อเลียนกลายเป็นภาษาทางการเมืองของคนรุ่นใหม่
ชื่อ ‘พรรคมวลชนแมลงสาบ’ อาจฟังดูเป็นเรื่องขบขันหรือไม่จริงจัง แต่ความล้อเลียนเช่นนี้กลับเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ขบวนการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
กลุ่ม CJP เริ่มต้นจากขบวนการเคลื่อนไหวเชิงเสียดสีบนโลกออนไลน์ ก่อนจะกลายเป็นพื้นที่รวบรวมความอัดอั้นของเยาวชนในเรื่องการศึกษา การว่างงาน การบริหารราชการแผ่นดิน และความเหลื่อมล้ำทางโอกาส
แทนที่จะใช้ภาษาแบบพรรคการเมืองหรือขบวนการเคลื่อนไหวแบบดั้งเดิม กลุ่มใช้มีม คลิปสั้น Reels มุกตลกร้าย และวิดีโอจากพื้นที่จริงในการสื่อสาร โดยผสมอารมณ์ขันเข้ากับความโกรธและความรู้สึกสิ้นหวัง
ในช่วงแรก สถานีโทรทัศน์กระแสหลักของอินเดียแทบไม่ได้รายงานการเคลื่อนไหวของ CJP ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบางรายถึงกับลดทอนความชอบธรรมของกลุ่ม โดยปราธันเคยกล่าวหาว่า CJP เป็น “ทีมสำรองของกลุ่มก่อการร้าย”
แต่การเพิกเฉยของสื่อหลักกลับไม่ได้ทำให้การประท้วงเงียบหาย ตรงกันข้าม นักศึกษาและผู้ชุมนุมได้กลายเป็นผู้รายงานข่าวด้วยตัวเอง ถ่ายทอดสดสถานการณ์ ถ่ายคลิปการจับกุม และบันทึกภาพการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ก่อนเผยแพร่ต่อบน Instagram และแพลตฟอร์มอื่นๆ
สักขี นักเคลื่อนไหวนักศึกษาวัย 22 ปี มองว่า รัฐบาลอ่านพลังของขบวนการผิดพลาด เพราะแม้จะสามารถควบคุมอิทธิพลของสื่อกระแสหลัก รวมถึงสื่อบน Facebook และ WhatsApp ได้ในระดับหนึ่ง แต่กลับมองข้าม Instagram ซึ่งเป็นพื้นที่สื่อสารสำคัญของคนรุ่นใหม่
กว่าที่สื่อกระแสหลักจะเริ่มหันมารายงานการประท้วงอย่างจริงจัง CJP ก็สามารถครองพื้นที่สนทนาในสังคมและกำหนดวาระสาธารณะไปแล้ว
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเมืองอินเดีย เมื่ออำนาจในการกำหนดว่าเรื่องใดควรถูกมองเห็นไม่ได้อยู่ในมือของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือสถานีโทรทัศน์เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กระจายไปสู่ประชาชนที่มีโทรศัพท์มือถือและบัญชีโซเชียลมีเดียอยู่ในมือ
ยิ่งปราบ ยิ่งขยายวง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม เมื่อผู้ชุมนุมนับแสนคนพยายามเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้ปราธันลาออก แต่ถูกตำรวจใช้กระบอง แก๊สน้ำตา และในบางพื้นที่มีรายงานการใช้ปืนลูกซองกระสุนตะกั่วเข้าสลายการชุมนุม
แทนที่ภาพความรุนแรงจะทำให้มวลชนหวาดกลัว คลิปวิดีโอจากเหตุการณ์กลับแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนความไม่พอใจต่อข้อสอบรั่วให้กลายเป็นกระแสตั้งคำถามต่อวิธีใช้อำนาจของรัฐบาล
ในเมืองมุมไบ คลิปของ ฮาร์ชวาร์ดัน คาดาม วัย 18 ปี ซึ่งบันทึกภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ว่าจะยัดข้อหายาเสพติดให้เขาระหว่างถูกควบคุมตัว มียอดรับชมมากกว่า 10 ล้านครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะถูกสั่งพักงาน
คาดามระบุว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ตำรวจถูกลงโทษเป็นการส่วนตัว เพียงต้องการบันทึกว่าผู้ประท้วงอย่างสงบได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่อย่างไร
เหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในหมู่เยาวชนว่า รัฐบาลไม่ได้เพียงล้มเหลวในการรับผิดชอบต่อระบบการศึกษา แต่ยังพยายามใช้อำนาจรัฐปิดกั้นผู้ที่ออกมาเรียกร้องคำตอบ
การปราบปรามจึงส่งผลย้อนกลับ กลายเป็นเชื้อเพลิงให้ผู้ที่เดิมอาจยังลังเลตัดสินใจเข้าร่วมการชุมนุม และช่วยให้การเคลื่อนไหวขยายจากกรุงนิวเดลีไปยังหลายเมืองทั่วประเทศ
จากข้อเรียกร้องให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออก เสียงตะโกนบางส่วนเริ่มขยับไปสู่การเรียกร้องให้โมดีรับผิดชอบด้วย โดยป้ายประท้วงหลายแห่งปรากฏข้อความว่า “ปราธันเป็นเพียงตัวอย่าง รายต่อไปคือคิวของโมดี”
ทำไมรัฐบาลจึงยอมถอย
การลาออกของปราธันมีความหมายทางการเมืองอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลา 12 ปีภายใต้การนำของโมดี การลาออกของรัฐมนตรีในครม.ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก
ที่ผ่านมา พรรค BJP สามารถรับมือกับการประท้วงหลายระลอก ตั้งแต่ความไม่พอใจต่อการยกเลิกธนบัตรฉบับเก่า การต่อต้านกฎหมายสัญชาติ ไปจนถึงการประท้วงของเกษตรกรที่ยืดเยื้อนานหลายเดือน แต่ ราหุล เวอร์มา นักรัฐศาสตร์จาก Centre for Policy Research ชี้ว่า การเคลื่อนไหวเหล่านั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนความขัดแย้งทางนโยบายหรืออุดมการณ์ ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้วาทกรรมทางการเมืองปลุกฐานเสียงของตนกลับมาต่อต้านผู้ชุมนุมได้
แต่กรณี CJP แตกต่างออกไป เพราะมีต้นตอมาจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโดยตรง ทั้งข้อสอบรั่ว การว่างงาน การขาดโอกาส และการไม่สามารถรับประกันการแข่งขันที่เป็นธรรม
รัฐบาลจึงยากจะอธิบายปัญหาเหล่านี้ว่าเป็นผลจากศัตรูทางการเมือง ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือการแทรกแซงจากภายนอก โดยไม่ทำให้ความน่าเชื่อถือของตนเสียหายมากกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประท้วงจำนวนมากไม่ใช่ฐานเสียงของฝ่ายค้านโดยธรรมชาติ แต่เป็นเยาวชนและครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเสาหลักของพรรค BJP มาโดยตลอด
คนรุ่นนี้เติบโตมากับคำมั่นของโมดีเรื่องอินเดียยุคใหม่ ความมั่งคั่ง ความทันสมัย และการฟื้นคืนสถานะของประเทศบนเวทีโลก ดังนั้นเมื่อพวกเขาออกมาแสดงความไม่พอใจ รัฐบาลจึงไม่อาจผลักพวกเขาออกไปเป็นฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายๆ โดยไม่เสี่ยงสูญเสียฐานสนับสนุนในระยะยาว
ชัยชนะของโมดีในการเลือกตั้งปี 2024 ยังมาพร้อมกับเสียงข้างมากในสภาที่ลดลง ทำให้รัฐบาลต้องพึ่งพาพันธมิตรทางการเมืองมากขึ้น และมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดน้อยกว่าสองสมัยแรก
การยอมให้ปราธันลาออกจึงอาจเป็นความพยายามหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปถึงตัวนายกรัฐมนตรี และส่งสัญญาณว่ารัฐบาลยังพร้อมรับฟัง ก่อนที่กระแสต่อต้านจะขยายเป็นวิกฤตศรัทธาในวงกว้าง
รัฐบาลรับมืออย่างไร: ปราบปรามควบคู่กับเอาใจ
ท่าทีของรัฐบาล BJP ต่อการประท้วงครั้งนี้มีลักษณะสองทางที่ดูขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งคือการใช้กฎหมาย การจับกุม และการสอดส่องผู้ประท้วง ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความพยายามสื่อสารและดึงใจคนรุ่นใหม่กลับคืนมา
ในหลายรัฐที่บริหารโดย BJP มีเยาวชนหลายร้อยคนถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง บางคนมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะที่ผู้ประท้วงบางรายถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า
แรงกดดันจากแกนนำการชุมนุม ฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคม ทำให้รัฐบาลในหลายรัฐ รวมถึงรัฐมหาราษฏระ พิหาร อัสสัม และเขตเมืองหลวงเดลี เริ่มระงับหรือถอนคดีบางส่วน
ศาลฎีกาอินเดียยังมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่อายุต่ำกว่า 18 ปี พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่เก็บรักษาหลักฐานจากโดรน กล้องติดตัวตำรวจ และกล้องวงจรปิด เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
ผู้พิพากษา สุริยา กันต์ ระบุว่า หากมีเจ้าหน้าที่คนใดกระทำเกินกว่าเหตุหรือทารุณกรรมประชาชนผู้บริสุทธิ์ กฎหมายจะต้องจัดการกับบุคคลเหล่านั้น และจำเป็นต้องมีการสอบสวนที่เป็นอิสระและยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม แกนนำ CJP ยังคงไม่ไว้วางใจ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้ให้หลักประกันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า คดีทั้งหมดต่อผู้ประท้วงจะถูกยกเลิก และจะไม่มีการดำเนินคดีย้อนหลังในอนาคต
อีกประเด็นที่สร้างความกังวลคือข้อกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐใช้เทคโนโลยี AI และระบบสอดส่องเพื่อติดตามผู้ประท้วง ขณะเดียวกัน ตำรวจเดลียังขอให้แพลตฟอร์ม X ส่งมอบชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลการเข้าใช้งานของบัญชีที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์โมดี
ในพื้นที่ชุมนุมยังมีผู้พบเห็นเจ้าหน้าที่จดชื่อบัญชี Instagram ของผู้เข้าร่วม ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลว่า การประท้วงบนท้องถนนอาจถูกติดตามต่อบนโลกออนไลน์
CJP ตอบโต้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีและเรียกร้องความรับผิดชอบไม่ควรถูกปฏิบัติในฐานะอาชญากรรม เพราะในประชาธิปไตย ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งย่อมไม่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบของประชาชน
ในอีกด้านหนึ่ง พรรค BJP ได้เร่งสร้างแคมเปญสื่อสารกับ ‘คนรุ่น Reel’ ผ่านวิดีโอสั้นที่ใช้ป๊อปคัลเจอร์ ภาษาพูด ฉากหลังในชีวิตประจำวัน และมุกตลกแบบ Gen Z
โมดีเองได้เผยแพร่วิดีโอแนวตั้งในลักษณะเซลฟี่ เพื่อสื่อสารกับนักศึกษาโดยตรง ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ไม่ค่อยปรากฏจากผู้นำที่มักสร้างภาพลักษณ์สุขุมและควบคุมสถานการณ์อยู่เสมอ
รัฐบาลยังพยายามปรับกรอบความหมายของการลาออกของปราธัน ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ของ BJP แต่เป็นหลักฐานว่าระบอบประชาธิปไตยอินเดียยังสามารถตอบสนองต่อเสียงประชาชนได้
อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุ ทั้งความโปร่งใสของการสอบ ระบบการศึกษา และโอกาสในการจ้างงานของคนรุ่นใหม่
ชัยชนะที่อาจเปลี่ยนจิตวิทยาทางการเมือง
ผลลัพธ์สำคัญที่สุดของการประท้วงครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการลาออกของรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่คือการเปลี่ยนความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออำนาจรัฐ
เยาวชนจำนวนมากเติบโตขึ้นในช่วงที่โมดีครองอำนาจ และแทบไม่เคยเห็นการประท้วงสามารถบังคับให้รัฐบาลยอมถอยได้อย่างเป็นรูปธรรม
สักขี นักเคลื่อนไหววัย 22 ปี กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าประชาชนสามารถทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจริงผ่านการประท้วง ขณะที่ อักษิต ตยากิ วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 22 ปี มองว่า ผู้คนเริ่มตระหนักว่าพวกเขาสามารถเรียกร้องคำตอบจากรัฐบาลได้จริง
ความรู้สึกว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้” มีความหมายอย่างมากในประเทศที่ขบวนการภาคประชาชนหลายกลุ่มเคยถูกปราบ ถูกทำให้หมดแรง หรือไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองที่ชัดเจน
เพื่อนบ้านของอินเดียอย่างศรีลังกา บังกลาเทศ และเนปาล ต่างเคยเผชิญการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แม้อินเดียมีโครงสร้างการเมือง ขนาดประชากร และสถาบันของรัฐแตกต่างออกไป แต่ความสำเร็จของ CJP กำลังทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ความไม่พอใจที่สะสมอยู่ใต้ผิวน้ำอาจพัฒนาเป็นคลื่นการเมืองขนาดใหญ่ได้หรือไม่
สิ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องจับตามองคือ CJP ไม่ได้ผูกตัวเองกับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเดิมอย่างชัดเจน แต่รวมผู้คนผ่านประสบการณ์ร่วมของความไม่มั่นคง ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง และความไม่ไว้วางใจต่อระบบ
นั่นทำให้ขบวนการมีศักยภาพเชื่อมโยงเยาวชนจากหลายชนชั้น ภูมิภาค ภาษา และภูมิหลังทางการเมืองเข้าด้วยกันได้มากกว่าการเคลื่อนไหวที่ตั้งอยู่บนพรรคหรืออัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม
แต่การเปลี่ยนความโกรธเป็นขบวนการไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้ CJP จะได้รับชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ แต่เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย
การประท้วงที่เกิดจากประเด็นเฉพาะหน้าอย่างข้อสอบรั่วสามารถระดมผู้คนได้อย่างรวดเร็ว แต่การต่อยอดไปสู่ขบวนการระยะยาวจำเป็นต้องมีโครงสร้าง ผู้นำ เป้าหมายที่ชัดเจน และความสามารถในการรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ภายในกลุ่มผู้ประท้วงเองอาจมีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปฏิรูประบบสอบ การเพิ่มการจ้างงาน การลดค่าเล่าเรียน ไปจนถึงการต่อต้านการใช้อำนาจของโมดีในวงกว้าง
หากขบวนการขยายวาระเร็วเกินไป อาจทำให้สูญเสียความชัดเจนและเปิดโอกาสให้รัฐบาลกล่าวหาว่า กลุ่มถูกครอบงำโดยฝ่ายค้านหรือมีเป้าหมายล้มรัฐบาลมากกว่าปฏิรูปการศึกษา
ในทางกลับกัน หากจำกัดตัวเองอยู่เพียงข้อสอบ NEET และยุติการเคลื่อนไหวหลังปราธันลาออก พลังทางการเมืองที่สร้างขึ้นอาจค่อยๆ สลายตัวเมื่อความสนใจบนโซเชียลมีเดียลดลง
อีกความเสี่ยงคือการตอบโต้จากภาครัฐ แม้รัฐบาลจะประกาศถอนคดีบางส่วน แต่ผู้ประท้วงจำนวนมากยังกังวลว่าจะเกิด ‘การล่าแม่มด’ ภายหลัง โดยอาศัยคดีเดิม การสอดส่องทางดิจิทัล หรือกฎหมายด้านความมั่นคง
องค์กร Human Rights Watch เคยกล่าวหาว่า รัฐบาลโมดีดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหว นักข่าว และผู้ประท้วงโดยสงบอยู่เป็นประจำ ผ่านกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและกฎหมายเกี่ยวกับ Hate Speech
ความกลัวดังกล่าวอาจกลายเป็นเครื่องมือทำให้ผู้ปกครองกดดันบุตรหลานไม่ให้กลับไปชุมนุม และทำให้ผู้เข้าร่วมบางส่วนถอนตัวเมื่อกระแสความสนใจลดลง
โมดียังไม่ถึงกับเสียศูนย์
แม้การประท้วงครั้งนี้จะสร้างบาดแผลทางการเมืองให้รัฐบาล แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเก้าอี้ของโมดีกำลังสั่นคลอนถึงขั้นใกล้พังทลาย
โมดียังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ขณะที่ BJP ยังเป็นพรรคที่มีโครงสร้างจัดตั้ง เครื่องจักรหาเสียง และทรัพยากรทางการเมืองแข็งแกร่งที่สุดพรรคหนึ่งของอินเดีย
พรรคยังสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐหลายแห่ง และมีเครือข่ายองค์กรสนับสนุนที่ครอบคลุมทั่วประเทศ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไปยังมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2029 ทำให้รัฐบาลมีเวลาอีกหลายปีในการฟื้นความเชื่อมั่น ปรับนโยบาย และลดแรงกดดันจากคนรุ่นใหม่
รัฐบาลอาจเลือกใช้การลาออกของปราธันเป็นจุดตัดไฟ โดยเร่งปฏิรูประบบสอบ เยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย และเปิดโครงการจ้างงานใหม่ เพื่อสกัดไม่ให้ข้อเรียกร้องขยายไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ
ขณะเดียวกัน BJP อาจพยายามแยกผู้ประท้วงสายปฏิรูปออกจากกลุ่มที่เรียกร้องให้โมดีลาออก โดยรับฟังข้อเรียกร้องบางส่วน ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีกับแกนนำที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามทางการเมือง
ยุทธศาสตร์เช่นนี้เคยช่วยให้รัฐบาลโมดีผ่านพ้นการประท้วงหลายครั้งมาแล้ว และยังมีโอกาสได้ผล หาก CJP ไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องหรือสร้างโครงสร้างทางการเมืองที่มั่นคงได้
จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นลำดับแรกคือ รัฐบาลจะปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้กับผู้ประท้วงมากน้อยเพียงใด ทั้งการเยียวยาครอบครัวนักเรียนที่จบชีวิตตัวเอง การถอนคดีต่อผู้เข้าร่วมชุมนุม และการปฏิรูประบบสอบเพื่อป้องกันการรั่วไหลในอนาคต
หากรัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส การชุมนุมอาจยุติลงชั่วคราว และ BJP อาจสามารถลดแรงกดดันจากกลุ่มชนชั้นกลางลงได้บางส่วน
แต่หากคำมั่นถูกเลื่อนออกไป หรือมีการจับกุมและดำเนินคดีผู้ประท้วงเพิ่มเติม CJP ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาระดมมวลชนอีกครั้ง และการประท้วงครั้งต่อไปอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ประเด็นที่อาจกลายเป็นชนวนใหม่มีตั้งแต่การว่างงาน ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา การแปรรูปมหาวิทยาลัย ความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงการสอดส่องประชาชนและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ความท้าทายของ CJP คือการเปลี่ยนชัยชนะเฉพาะหน้าให้กลายเป็นพลังทางสังคมที่ยั่งยืน โดยไม่สูญเสียความสดใหม่และความเป็นขบวนการของคนรุ่นใหม่ไปกับการเมืองแบบเดิม
ส่วนความท้าทายของโมดีคือ การยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ไม่อาจถูกซื้อใจด้วยภาพความยิ่งใหญ่ของชาติ หรือคลิปวิดีโอที่ใช้ภาษาป๊อปคัลเจอร์เพียงอย่างเดียว หากพวกเขายังคงมองไม่เห็นงาน อนาคต และความยุติธรรมในชีวิตจริง
การประท้วงครั้งนี้จึงอาจยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการล่มสลายของรัฐบาลโมดี แต่ได้ทำลายภาพลวงตาสำคัญประการหนึ่งลงแล้ว นั่นคือความเชื่อที่ว่า รัฐบาลของเขาไม่จำเป็นต้องยอมถอยต่อแรงกดดันจากท้องถนน
ที่จันตาร์ มันตาร์ การชุมนุมหลักถูกยุติลงชั่วคราว และพื้นที่ได้ถูกคืนให้เจ้าหน้าที่ แต่ข้อความที่พ่นไว้บนกำแพงในพื้นที่ประท้วงแห่งหนึ่งยังคงสะท้อนอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน
“พวกเราไม่มีงานทำ หากพวกคุณลบข้อความนี้ทิ้ง พรุ่งนี้พวกเราก็จะกลับมาใหม่” อภิเชก ทิปเก ผู้ก่อตั้ง CJP ทิ้งท้ายก่อนออกจากพื้นที่ชุมนุมว่า “นี่ไม่ใช่จุดจบ แล้วเราจะพบกันใหม่ในไม่ช้า”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘พรรคมวลชนแมลงสาบ’ จะกลับมาอีกหรือไม่ แต่คือเมื่อพวกเขากลับมา จะกลับมาในฐานะกลุ่มเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษา ขบวนการคนรุ่นใหม่ระดับชาติ หรือพลังการเมืองรูปแบบใหม่ที่สามารถเปลี่ยนสมการอำนาจของอินเดียได้จริง
ภาพ: REUTERS / Sahiba Chawdhary
อ้างอิง:
- https://www.bbc.com/news/articles/c8dng1v72lno
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/29/how-has-the-indian-government-responded-to-cockroach-protests
- https://edition.cnn.com/2026/07/27/india/india-cockroach-protests-what-next-intl-hnk


