×

รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code

28.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกันที่มาตรฐาน’ ชี้โจทย์ใหญ่ของไทยคือการยกระดับห่วงโซ่อุปทานและความน่าเชื่อถือ มากกว่ารับมือภาษี 12.5% เพียงอย่างเดียว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา’

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% (จากกรอบ 10-15%) เป็นผลจากการใช้มาตรา 301 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยยังมีมาตรการป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและแรงงานเด็กไม่เพียงพอ

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 1

 

ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียภาษีสูงกว่าอีกหลายประเทศ แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม

 

ธนากร มองว่า แม้ไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18.28% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ผลกระทบจะยังไม่รุนแรงกับสินค้าทุกประเภท เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีรายการสินค้าที่ยกเว้นภาษี

 

ไทยเสียเปรียบคู่แข่งทันที เมื่อมาเลเซียเสียภาษีต่ำกว่า

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สหรัฐฯ สามารถหาซื้อจากประเทศคู่แข่งได้ เช่น สินค้าเกษตรและยางพารา จะได้รับผลกระทบมากกว่า

 

“โดยเฉพาะเมื่อมาเลเซียเสียภาษีเพียง 10% ขณะที่ไทยถูกเก็บ 12.5% ส่งผลให้ ‘สินค้าไทยเสียเปรียบ’ ด้านราคาในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้ายาง ที่ไทยแข่งขันกับมาเลเซียอยู่แล้ว”

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 2

 

ธนากร ระบุอีกว่า ความกังวลคงมี โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนใหม่จาก BOI ประเด็นที่ไทยควรเร่งแก้ไขไม่ใช่เพียงการใช้แรงงานภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าไทยมีมาตรการด้านแรงงานอยู่ในระดับที่ดี

 

“แต่สิ่งที่สหรัฐฯ เล็งเป้าให้ความสำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ว่า มีความเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ไทยก็อาจตกเป็นเป้าการตรวจสอบของสหรัฐฯได้”

 

ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ส่งออกอันดับ 1 เอกชนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปชี้แจงกับสหรัฐฯ (USTR) ได้อีกครั้ง

 

หากมีข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานเด็กก็ควรระบุให้ชัดว่าเกิดในอุตสาหกรรมใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด หากไทยสามารถชี้แจงได้ ปัญหาก็จบ

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งสำรวจห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และนำระบบรับรองจากหน่วยงานอิสระ (Third-party Certification) มาใช้ เพื่อยืนยันว่าการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ปราศจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ธนากรเสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ด้านการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันติดตามมาตรการการค้ารายสินค้าและรายตลาด เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจา รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีรอบใหม่

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เริ่มเก็บอัตราภาษีใหม่แล้ววิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า

 

“การแข่งขันการค้าโลกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่มาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบภาครัฐต้องเจรจาเชิงรุกและยกระดับมาตรฐานแรงงานเด็กซึ่งไทยแทบจะไม่มีข้อกังวลนี้”

 

อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็น ต้องยกระดับมาตรฐานควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 3

 

ทำความรู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธการค้าของสหรัฐฯ ที่ไทยกำลังเผชิญ

 

การที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่ม 12.5% รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขึ้นภาษีธรรมดา แต่เป็นผลจากการใช้ ‘มาตรา 301’ (Section 301) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ

 

มาตรา 301 เป็นบทบัญญัติใน กฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ที่ให้อำนาจแก่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่ามีนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

 

ความแตกต่างจากกลไกการค้าระหว่างประเทศทั่วไปคือ หากสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศใดมีพฤติกรรมเข้าข่าย ก็สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีนำเข้า จำกัดการค้า หรือมาตรการอื่น โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยจากองค์การการค้าโลก (WTO)

 

มาตรา 301 ใช้สอบสวนอะไรบ้าง

 

กฎหมายฉบับนี้แบ่งการบังคับใช้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก

 

  • Regular Section 301 ใช้ตรวจสอบการดำเนินนโยบายทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม เช่น การอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การจำกัดการนำเข้าสินค้า หรือมาตรการที่สร้างความเสียเปรียบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ
  • Special 301 เน้นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า โดยสหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น Watch List และ Priority Watch List

 

ไทยเคยถูกใช้มาตรา 301 มาแล้วหลายครั้ง

 

ที่ผ่านมา ไทยเคยตกเป็นเป้าของมาตรา 301 ในหลายประเด็นสำคัญ

 

  • ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ไทยถูกจัดอยู่ในบัญชี Priority Watch List จากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ เพลง และสิทธิบัตรยา ก่อนจะทยอยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • การเปิดตลาดบุหรี่ สหรัฐฯ เคยกดดันให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ จนนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

รอบล่าสุด สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทย 3 เรื่อง มีอะไรบ้าง

 

สำหรับการสอบสวนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นภาษี แต่ครอบคลุมถึงข้อกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานและมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะ

 

  • การใช้แรงงานบังคับและมาตรฐานแรงงาน
  • การป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า หรือการนำสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงมาส่งออกผ่านไทย
  • ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่อาจทำให้สินค้าไหลเข้าสหรัฐฯ ในปริมาณมาก

 

จากการตรวจสอบของสหรัฐฯ มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

 

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม
  • ผลิตภัณฑ์ยาง

 

อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดมากขึ้น หากพบการหลีกเลี่ยงภาษีหรือการสวมสิทธิ์ ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม

 

ทำไมมาตรา 301 จึงสำคัญ

 

แม้จะเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ แต่ในทางปฏิบัติ มาตรา 301 ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกอย่างกว้างขวาง เพราะเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าได้ฝ่ายเดียว

 

โดยไม่ต้องรอกระบวนการของ WTO ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็น ‘อาวุธทางการค้า’ ที่หลายประเทศจับตา และผู้ส่งออกไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันและมาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกทวีความเข้มข้นมากขึ้น

 

สินค้าไทยกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ? เช็ก HS Code ที่ต้องจับตา

 

เอกสารของ USTR ระบุว่า สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยหลักการ ไม่ใช่การประกาศรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษี แต่ใช้หลัก ‘เก็บทุกสินค้า เว้นแต่เป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้น’ ซึ่งระบุไว้ใน Annex I และ Annex II Part A

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกไทยจึงต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าเป็นรายพิกัดว่าเข้าข่ายได้รับการยกเว้นหรือไม่

 

กลุ่มสินค้าส่งออกไทยที่ควรตรวจสอบเป็นอันดับแรก

 

  • HS 84-85 : เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน
  • HS 87 : รถยนต์และชิ้นส่วน (ยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ Section 232 อยู่แล้ว ซึ่งไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มรอบนี้)
  • HS 40 : ยางและผลิตภัณฑ์ยาง
  • HS 39 : พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก
  • HS 16, 20 และ 21 : อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ซอส และเครื่องปรุงรส
  • HS 71 : อัญมณีและเครื่องประดับ
  • HS 94 : เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
  • HS 61-63 : เสื้อผ้า สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

 

สินค้ากลุ่มใดอาจได้รับการยกเว้น

 

สำหรับไทย มีสินค้าบางประเภทที่อาจเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามบัญชี Annex เช่น มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูป วัตถุดิบอาหาร และสินค้าเกษตรบางรายการ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ

 

ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้รับการยกเว้นทั้งกลุ่ม ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าแต่ละรายการอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% หรือเข้าข้อยกเว้นตามที่ USTR กำหนด

 

ภาพ: IAB Studio, Shutterstock AI/ Shutterstock

อ้างอิง:

  • USTR
  • กระทรวงพาณิชย์
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories