กลุ่มธุรกิจการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ วางเป้าหมายปี 2569 ให้สินเชื่อเติบโต 10-12% ดัน NIM กลับขึ้นสู่กรอบ 2.0-2.2% และคุม NPL ไม่ให้แตะ 3% โดยมีธุรกิจระหว่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย พร้อมตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อที่เชื่อมโยง FDI แตะ 3 หมื่นล้านบาท โต 50% จากปีก่อน
ฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank ระบุว่า สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับธุรกิจระหว่างประเทศเติบโต 27% ในครึ่งปีแรก และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ถึง 50% โดยพอร์ตสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาทในครึ่งปีแรก และตั้งเป้าไปให้ถึง 3 หมื่นล้านบาทภายในสิ้นปีนี้
แรงหนุนหลักมาจาก CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งของไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่ม ที่ส่งต่อลูกค้าเข้ามายังไทย ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance และธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มลูกค้าหลักในปัจจุบันคือธุรกิจสัญชาติไต้หวัน และธนาคารอยู่ระหว่างขยายฐานลูกค้าจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมดิจิทัล
ผู้บริหาร LH Bank อธิบายว่า ลักษณะความต้องการสินเชื่อของกลุ่มนี้กำลังเปลี่ยนผ่านช่วง โดยก่อนหน้านี้การเติบโตมาจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการลงทุนก่อสร้างโรงงาน แต่หลังจากนี้จะเริ่มเห็นความต้องการที่มาจากการผลิตและการส่งออกจริง
อย่างไรก็ตาม ฉี ชิง-ฟู่ ยอมรับว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในไทยได้นำเงินลงทุนเข้ามาค่อนข้างมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา และปีนี้เริ่มเห็นการชะลอตัวลง แม้ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าอยู่ก็ตาม โดยเงินลงทุนหลักในการก่อสร้างโรงงานมักมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัทแม่ ส่วนที่ขอสินเชื่อจากธนาคารในประเทศจะเป็นเงินทุนหมุนเวียนเป็นหลัก
NPL ขยับ 5 ไตรมาสติด เข้าใกล้เพดาน 3%
โจทย์ที่นักลงทุนจับตาคือคุณภาพสินทรัพย์ โดย NPL ratio ขยับขึ้นต่อเนื่องจาก 2.09% ในปี 2565 มาเป็น 2.36% 2.34% 2.44% ระหว่างปี 2566 – 2568 และล่าสุด 2.56% ณ ครึ่งปีแรกของปีนี้ แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 2.85% แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคืออัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (coverage ratio) ที่ลดลงจากระดับราว 200% มาอยู่ที่ 144%
ฉี ชิง-ฟู่ อธิบายที่มาของ NPL ว่าเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการช่วยเหลือหลังโควิดทยอยสิ้นสุดลง โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารเร่งขยายพอร์ตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารเลือกใช้กลไกค้ำประกันภาครัฐและการกระจายความเสี่ยงรายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือหลักในรอบนี้
ในด้านการตั้งสำรอง ครึ่งปีแรกธนาคารตั้งสำรองไว้ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% และผู้บริหารคาดว่าจะทยอยลดลงในครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของคุณภาพสินทรัพย์
ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จากระดับ 2.5% ในปี 2566 และทยอยลดลงเป็น 2.32% และ 2.00% ในปี 2567-2568 ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง ซึ่งหมายความว่าปัจจุบัน NIM อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีที่ 2.0-2.2%
ผู้บริหารระบุว่า คาดหวังให้ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งจะทำให้ NIM มีโอกาสฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยอาศัยการมุ่งเน้นกลุ่ม SME และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเป้าหมาย Cost to Income Ratio ที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 53%
ด้านรายได้ค่าธรรมเนียม ธนาคารระบุว่าได้แรงหนุนจากธุรกิจบริหารจัดการกองทุน ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และธุรกรรม Trade Finance กับ FX ขณะที่ฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 16.7% จากกลยุทธ์ Lifestyle Banking และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมในกลุ่มรายย่อยเพิ่มขึ้น 127%
จับตาราคาน้ำมัน–ภาษีสหรัฐฯ รอบใหม่
ฉี ชิง-ฟู่ ประเมินภาพเศรษฐกิจปีนี้ว่าเป็นปีที่ท้าทาย โดยประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถูกปรับลดจาก 3.4% เหลือ 3% จากภาวะสงครามที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งความเสี่ยงหลักคือราคาพลังงานที่อาจปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ความเป็นไปได้ที่ช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้งานภายในสิ้นเดือนนี้แทบเป็นไปไม่ได้ หลังจากบันทึกความเข้าใจล้มลงและสงครามกลับมาปะทุ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอีกรอบ และตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงค่อนข้างมากต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยหลายอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบแล้วจากเส้นทางเดินเรือที่ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
อีกความเสี่ยงคือมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันไทยและอีกหลายประเทศเผชิญอัตราราว 10% และจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้ โดยความไม่แน่นอนอยู่ที่อัตราใหม่ ซึ่งหลังจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศตั้งแต่กลางเดือนก่อน มีการคาดการณ์ว่าไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 12.5%
ผลพวงที่ตามมาคือดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลหนัก ซึ่งเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าชัดเจนเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค และมีแนวโน้มจะขาดดุลต่อเนื่องหลังราคาพลังงานกลับมาสูงอีกครั้ง
ส่วนเศรษฐกิจในประเทศยังเผชิญทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ จากความกังวลเรื่องภาวะสงครามและต้นทุนค่าครองชีพ แต่ผู้บริหารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะทยอยฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3-4
ด้านปัจจัยบวก อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศได้รับการปรับมุมมองเป็น stable หลังจากถูกปรับลดเป็น negative ในปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังไหลเข้าต่อเนื่อง แม้จำนวนโครงการจะลดลง 20% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น 142% จากปีก่อน ณ ไตรมาสแรก โดยมาจากอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ส่งผลให้ธนาคารประเมินว่า GDP ไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ 2% ปรับขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.4%

