×

รัฐบาลลุยทลายเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อน สั่ง DSI ยึดทรัพย์-สาวถึงผู้หนุนหลัง คุมเข้มนำเข้าเครื่องขุด

โดย THE STANDARD TEAM
23.07.2026
  • LOADING...
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวร่วมกับ DSI หลังเปิดปฏิบัติการทลายเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อน

วันนี้ (23 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายหลังเปิดปฏิบัติการ Silent Volt เข้าตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล

 

อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการขุดเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ

 

รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสอบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุน ผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การดำเนินการของรัฐไม่ได้มุ่งเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางเท่านั้น แต่จะมุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องมือทั้งการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ

 

อนุทินกล่าวด้วยว่า รัฐบาลสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือช่องทางต่าง ๆ ในการลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของประเทศ

 

ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการเฝ้าระวังและการตรวจสอบเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 

วันนี้ตนได้ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ แถลงผลการเปิดปฏิบัติการตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งสามารถยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก หลังดำเนินการสืบสวนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

 

ส่วนความเสียหายที่รัฐให้ความสำคัญมากที่สุด คือการลักลอบใช้ไฟฟ้าของรัฐ ด้วยการต่อสายไฟตรงผ่านหม้อแปลง เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้ใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล จึงต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ การยึดทรัพย์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีมูลค่าเมื่อใช้ประกอบธุรกิจเท่านั้น หากนำมาแยกชิ้นส่วนหรือขายทอดตลาด มูลค่าจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็ว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุน ผู้ประกอบการ ลูกค้า หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดการลักลอบใช้ไฟฟ้าและสร้างความเสียหายในวงกว้าง จะต้องถูกติดตามดำเนินคดี ยึดทรัพย์ และยึดเงินที่ได้จากการกระทำผิดกลับคืนสู่รัฐให้ได้มากที่สุด เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมศุลกากรและกระทรวงการคลังร่วมกันวางหลักเกณฑ์ควบคุมการนำเข้าอุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดเงินสกุลดิจิทัล เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) อย่างแน่นอน จึงต้องตรวจสอบว่ามีการนำเข้ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีการสำแดงวัตถุประสงค์การใช้งานตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบที่สามารถตรวจสอบได้

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินภารกิจดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง สามารถทลายเครือข่ายลักลอบขุดบิตคอยน์ได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะมีการแถลงผลการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบ

 

รัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งว่าจะบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำผิดในลักษณะนี้อย่างเต็มที่ และเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ โดยหวังว่าจะสามารถขยายผลและติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีได้ทั้งหมด เพราะเชื่อว่าไม่อาจหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้

 

นายกรัฐมนตรียังเตือนผู้ที่ประกอบธุรกิจลักษณะนี้ให้ยุติการกระทำ เนื่องจากการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่จะร่วมกันขยายผลและติดตามการกระทำผิด จึงไม่มีทางรอดพ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย

 

พร้อมกันนี้ ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อหรือเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีแล้ว ยังอาจสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายกลับคืนได้ หากต้องการลงทุน ขอให้เลือกลงทุนในกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถรักษาและสร้างความมั่นคงทางการเงินของตนเองได้ และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพราะเมื่อสูญเสียเงินไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับคืนแทบไม่มีอย่างแน่นอน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising