×

ภาพรวม 11 แบงก์ไทย ครึ่งปี 69 รายได้และกำไรทรงตัว จับตา! แบงก์เล็กฟื้นตัวเด่น – แบงก์ใหญ่เริ่มชะลอ นักวิเคราะห์ห่วงคุณภาพลูกหนี้ ‘บ้าน – SME’

22.07.2026
  • LOADING...
อาคารธนาคาร

งบครึ่งปีแรก 2569 ของ 11 ธนาคารพาณิชย์ไทยออกมาทรงตัว ทั้งรายได้จากการดำเนินงานรวมที่ 4.98 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% ส่วนกำไรสุทธิรวมทรงตัวที่ 1.34 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดจะเห็นภาพที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

แบงก์ขนาดกลาง–เล็กฟื้นตัวโดดเด่น สวนทางแบงก์ใหญ่บางแห่งที่เริ่มชะลอตัว ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาครึ่งในปีหลังคือ “คุณภาพลูกหนี้” โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและ SME ที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง

 

แบงก์เล็กฟื้นตัวเด่น สวนทางแบงก์ใหญ่ที่เริ่มชะลอ

 

เมื่อแยกผลประกอบการรายธนาคาร จะเห็นว่าจากทั้งหมด 11 แห่ง มีถึง 9 แบงก์ที่กำไรสุทธิเติบโต โดยการเติบโตกระจุกอยู่ที่กลุ่มขนาดกลาง–เล็กที่ฟื้นตัวโดดเด่น นำโดยเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่กำไรพุ่ง 65.0% จากฐานต่ำในปีก่อน, ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เพิ่มขึ้น 46.9% และแอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG) เพิ่มขึ้น 37.3% ตามด้วยธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เพิ่มขึ้น 17.8%

 

ในทางกลับกัน การชะลอตัวกลับกระจุกอยู่ที่แบงก์ใหญ่ โดยเฉพาะเอสซีบี เอกซ์ (SCB) และธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นเพียง 2 จาก 11 แบงก์ ที่กำไรลดลง โดยติดลบ 15.7% และ 16.2% ตามลำดับ ส่วนแบงก์ที่รายได้ลดลงในครึ่งปีแรกก็มีเพียง 3 แบงก์ คือ SCB, BBL และธนาคารกรุงไทย (KTB)

 

เจาะ BBL กำไรถอยเพราะรายได้ ไม่ใช่การตั้งสำรอง

 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิครึ่งปีแรกของ BBL ลดลง 12.4% เหลือ 55,744 ล้านบาท ตามการปรับลดดอกเบี้ย โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.46% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยถูกฉุดหนักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนที่ทรุดลงถึง 69.3% เหลือเพียง 1,919 ล้านบาท ประกอบกับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ขยับขึ้นเป็น 47.1% จาก 45.3%

 

ที่สำคัญ แม้ BBL จะตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต ลดลง 12.0% เหลือ 17,435 ล้านบาท แต่คุณภาพสินทรัพย์กลับอ่อนแอลง โดยสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL) เพิ่มขึ้นเป็น 105,261 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 11.2% จากสิ้นปีก่อน ดันสัดส่วน NPL ขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% จาก 3.0% ณ สิ้นปี 2568 แม้อัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) จะยังแข็งแกร่งสูงสุดในกลุ่มที่ 306.3% ก็ตาม

 

เจาะ SCB: NPL ดูดีขึ้น แต่เป็นเพราะการขายหนี้เสีย

 

ด้านไทยพาณิชย์ ซึ่งรายงานในระดับกลุ่ม SCBX กำไรที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 12.0% รวมกับรายได้จากการลงทุนและการค้าที่ลดลง 36.8% เหลือ 3,120 ล้านบาท ท่ามกลางการเติบโตของสินเชื่อที่ยังจำกัด (โต 2.2% จากสิ้นปี โดยมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SME หดตัว 5.2%) โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่โต 16.3% เป็นตัวช่วยพยุงไว้บางส่วน

 

อัตราส่วน NPL ของ SCBX ปรับดีขึ้น มาอยู่ที่ 3.17% จาก 3.29% ณ สิ้นปีก่อน แต่คำอธิบายงบระบุชัดว่าการปรับดีขึ้นนี้ได้แรงหนุนจากมาตรการบริหารเชิงรุก ซึ่งรวมถึง การขายหนี้เสียและการตัดหนี้สูญ ขณะที่หากดูสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เกิดใหม่ กลับเพิ่มขึ้นเป็น 1.24% ในครึ่งปีแรก (จาก 1.03%) และหนี้เสียของธุรกิจเช่าซื้อในเครือ (ออโต้ เอกซ์) พุ่งขึ้นไปแตะ 10.0% จาก 2.9% ในปีก่อน

 

KTB รายได้ลดแต่กำไรโต

 

ธนาคารกรุงไทย (KTB) แม้รายได้จากการดำเนินงานจะลดลง 4.4% แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้น 7.6% เป็น 24,562 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก 3 ส่วน ส่วนแรกคือการคุมต้นทุน อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% (จาก 41.3%) ต่ำที่สุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่

 

ส่วนที่สองคือค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลง 12.4% สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคุมได้ (NPL 2.92%, Coverage 205.2%) และส่วนที่สามคือรายได้จากการดำเนินงานอื่นที่โตถึง 21.8% จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน การปรับมูลค่าเงินลงทุนในกลุ่มขนส่ง และรายได้หนี้สูญรับคืน ขณะที่ด้านสินเชื่อ แรงหนุนสำคัญมาจากสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่โตถึง 12.9% จากสิ้นปีก่อน

 

NIM ใกล้จุดต่ำสุด แต่คุณภาพลูกหนี้คือจุดเปราะบาง

 

กรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ประเมินว่า ผลประกอบการโดยรวมออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด โดย NIM ยังลดลงต่อเนื่องแต่เริ่มชะลอตัว ทำให้มองว่า NIM น่าจะแตะจุดต่ำสุดไปแล้ว และครึ่งปีหลังน่าจะเริ่มทรงตัว ส่วนสินเชื่อยังขยายตัวได้จากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก และรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเป็นจุดเด่น

 

ประเด็นที่กรกชให้น้ำหนักคือคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ยังเห็น NPL เพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อบ้านที่อ่อนแอลง โดยยกตัวอย่างธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ที่ตั้งสำรองพิเศษเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านต่อเนื่องสองไตรมาสติดต่อกัน ส่วนตลาดสินเชื่อรถยนต์มองว่าปรับดีขึ้นมากในหลายแบงก์ ทั้ง ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และ KKP ยกเว้น SCB ที่ยังเห็น NPL เพิ่มจากปัจจัยเฉพาะตัว

 

ด้าน ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมินในทิศทางเดียวกันว่ากำไรส่วนใหญ่ใกล้เคียงคาด NIM ของแบงก์ใหญ่ลดลงเล็กน้อยจากการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัว และครึ่งปีหลังน่าจะค่อยๆ ทรงตัว ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนภัทรระบุว่ากลุ่มที่เห็น NPL เพิ่มขึ้นชัดเจนคือธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นลูกหนี้กลุ่มเดิมๆ สอดคล้องกับตัวเลขในงบที่ NPL ของ BBL เพิ่มขึ้น 11.2% จากสิ้นปีก่อน

 

ครึ่งปีหลังแนวโน้มสำรองลดลง ซื้อหุ้นคืนเบาลง หันจ่ายปันผลแทน

 

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ทั้งสองรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า NIM น่าจะทรงตัว ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองโดยรวมมีโอกาสลดลง หลังจากที่หลายแบงก์ตั้งสำรองส่วนเกินไว้ในระดับสูง กรกชเสริมว่าน่าจะเริ่มเห็นการเติบโตของสินเชื่อค่อยๆ ดีขึ้น จากแนวโน้มการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม การเข้ามาของ Data Center และการลงทุนต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในไทย

 

อีกประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น โดยกรกชระบุว่ารอบนี้หลายแบงก์ยอมรับว่าการซื้อหุ้นคืนเบาลง เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นจนเกิน 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ไปเกือบหมดแล้ว ทำให้แบงก์หันมาจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมแทน

 

สำหรับภาพทั้งปี 2569 กรกชประเมินว่ากำไรของกลุ่มแบงก์อาจลดลงเล็กน้อยราว 2–3% จาก NIM ที่อ่อนตัวลง ขณะที่สินเชื่ออาจโตเพียง 1% ไม่เพียงพอชดเชย สอดคล้องกับมุมมองของธนภัทรที่ประเมินว่าผลประกอบการทั้งกลุ่มน่าจะปรับลดลง แต่ลดลงน้อยกว่าที่เคยคาด เนื่องจากเดิมตลาดคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยนโยบายอีกราว 1 ครั้งในปีนี้ แต่ภาพดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไป

 

 

อาคารธนาคาร

 

อ้างอิง: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, รวบรวมโดย THE STANDARD WEALTH

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories