×

ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด ยาวสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สัญญาณเตือนหรือขาขึ้น?

21.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟแสดงข้อมูลการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยมีข้อความระบุถึง Fund Flow ต่างชาติที่ไหลเข้าหุ้นไทย 13 วันรวด

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึง 20 กรกฎาคม 2026 ด้วยเม็ดเงินสะสมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง ดันดัชนี SET ปรับขึ้น 3.3% จาก 1,593.56 จุด สู่ 1,646.00 จุด ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเป็นบวกในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การซื้อยาวนานครั้งสุดท้าย 17 วันทำการ ในช่วงปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2023 กลับเป็นจุดสูงสุดก่อนที่ดัชนีจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำถามว่าสถานการณ์รอบนี้จะซ้ำรอยอดีตหรือไม่

 

 
 

ส่องปัจจัยหนุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด

 

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม จนถึง 20 กรกฎาคม 2026 คิดเป็นเม็ดเงินซื้อสุทธิสะสม ราว 4.5 หมื่นล้านบาท และในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนี SET ปรับขึ้นจาก 1,593.56 จุด สู่ 1,646.00 จุด หรือราว 3.3%

 

ขณะที่ยอดซื้อสุทธิเดือนกรกฎาคม (1-20 ก.ค.) อยู่ที่ 43,977 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปี (YTD) ซื้อสุทธิสะสม 71,150 ล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนสามกลุ่มที่เหลือซึ่งขายสุทธิตั้งแต่ต้นปี ทั้งสถาบันในประเทศ (-78,471 ล้านบาท) และรายย่อย (-3,988 ล้านบาท)

 

ข้อมูล Foreign Portfolio Investment ใน Asia ex Japan ของ บล.ทรีนีตี้ ชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเป็นบวกในปีนี้ (+2,198 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ตลาดใหญ่ในเอเชียเหนือถูกเทขายหนัก ทั้งเกาหลีใต้ (-102,632 ล้านดอลลาร์) และไต้หวัน (-38,835 ล้านดอลลาร์) รวมถึงอินเดีย (-27,546 ล้านดอลลาร์) และอินโดนีเซีย (-4,359 ล้านดอลลาร์)

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ อธิบายว่า Fund Flow รอบนี้เกิดจาก ‘country rotation’ ที่เม็ดเงินซึ่งเคยกระจุกในกลุ่มเทคโนโลยีและเอเชียเหนือ ถูกโยกออกมาหากลุ่มมูลค่าเหมาะสม (value play) และปันผลสูง (dividend play) โดยส่วนหนึ่งไหลเข้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ทำให้ทั้ง flow และ performance ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ดีขึ้น และตลาดหุ้นไทยก็ตอบโจทย์ในฐานะ value plays

 

ย้อนรอย 2022–2023 ต่างชาติซื้อ 17 วันรวด ก่อนกลายเป็นจุดพีก

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องยาวนานกว่ารอบนี้ คือช่วง 27 ธันวาคม 2022 ถึง 19 มกราคม 2023 ซึ่งซื้อติดต่อกันถึง 17 วันทำการ คิดเป็นเม็ดเงินซื้อสุทธิสะสมราว 41,812 ล้านบาท ดันดัชนี SET จาก 1,643 จุด ขึ้นไปที่ 1,689 จุด (นับตั้งแต่มกราคม 2023 เป็นต้นมา ไม่เคยมีการซื้อของต่างชาติที่ยาวเกิน 8 วันทำการอีกเลย ทำให้ 13 วันรอบนี้คือยาวที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง)

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไม่ใช่การพุ่งต่อ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของขาลงที่ลากยาว ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดที่ 1,691 จุด เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2023 ก่อนจะค่อยๆ ไหลลงตลอดปี 2023–2024 และไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,063 จุด เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025

 

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ คิดเป็นการปรับตัวลงราว 37% จากจุดสูงสุด ก่อนที่ดัชนีจะทยอยฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดอีกครั้งในกลางปี 2026

 

บริบทที่ ‘เหมือน’ กับรอบปี 2022

 

นักวิเคราะห์ประเมินว่าจุดที่คล้ายกันของการซื้อสะสมของต่างชาติในรอบปี 2026 กับปี 2022 มีหลายจุด ได้แก่

 

  • Valuation ที่ตึงตัว ณัฐชาต ชี้ว่า จุดที่คล้ายกันที่สุดระหว่างสองรอบคือ ระดับ valuation ในปี 2022 ต่างชาติเข้าซื้อตอน P/E ราว 14.5 เท่า ก่อนดันดัชนีขึ้นไปที่ระดับ +1SD ราว 15.7 เท่า ซึ่งความแพงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติหยุดซื้อ ขณะที่รอบนี้ valuation ก็ re-rate ขึ้นมาอยู่เหนือ +1SD ตั้งแต่ก่อนแรงซื้อจะเข้า โดยข้อมูล บล.ทรีนีตี้ ระบุ SET forward PE ล่าสุดอยู่ที่ 16.42 เท่า
  • Rotation ออกจากกลุ่มเทคเอเชียเหนือ ทั้งสองรอบเกิดจากการโยกเงินออกจากกลุ่มเทคโนโลยี สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า รอบนี้เงินหมุนจากครึ่งปีแรกที่กระจุกในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป High Bandwidth Memory (HBM) และเอเชียเหนือ โดยในสหรัฐฯ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ถูกเทลงมาราว 22% ไหลเข้ากลุ่ม hyperscaler แทน ส่วนในเอเชียไหลเข้ากลุ่ม defensive growth เช่น ธนาคารและโรงไฟฟ้า
  • ความกลัวเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาปะทุอีกครั้ง ทั้งกรณีสหรัฐฯ-อิหร่าน และการที่กลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบโลก จุดชนวนความกลัวเรื่องเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง คล้ายบริบทปี 2022
  • ทุกคนมีกำไร ณัฐชาต เตือนว่า เมื่อ valuation อยู่ในโซนสูงมากในระดับที่นักลงทุนทุกคนมีกำไร ย่อมมีความเสี่ยงที่คนจะขายพร้อมกันได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับลงแรง

 

บริบทที่ ‘ต่าง’ จากรอบปี 2022

 

อย่างไรก็ดี บริบทในรอบนี้ก็มีบางจุดที่ต่างออกไป และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยค้ำยันไม่ให้ตลาดหุ้นไทยปรับฐานรุนแรงคล้ายกับในอดีต

 

  • ตำแหน่งในวัฏจักรดอกเบี้ยของเฟด ในปี 2022–2023 เฟดอยู่กลางวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่รุนแรง (จาก 4.5% ไปถึง 5.5%) ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่วิกฤตปี 2008 และกดดัน fund flow อย่างหนัก ขณะที่รอบนี้เฟดยังไม่ได้เข้าสู่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย ประเด็นจึงเปลี่ยนจาก ‘กลางทางของการขึ้น’ มาเป็น ‘ความเสี่ยงที่เฟดอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ย’ หากราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อ
  • ค่าเงินและดุลการค้า สรพล ชี้ว่า ปี 2022 เงินไหลเข้าทั้งภูมิภาคเพราะเงินเฟ้อสหรัฐฯ กำลังผ่านจุดสูงสุดและดอลลาร์อ่อนค่า แต่รอบนี้เงินบาทกลับอ่อนค่า แม้ fund flow หุ้นและบอนด์รวมกันจะเกินแสนล้านบาท และไทยยังขาดดุลการค้าค่อนข้างมากเกิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์จากการนำเข้าที่สูง
  • Flow กระจุกที่ไทย ไม่ใช่ทั้งภูมิภาค ต่างจากปี 2022 ที่เงินไหลเข้าทั้งภูมิภาค รอบนี้ สรพล มองว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังมีจุดอ่อนเยอะ ทำให้ไทยดูเด่นสุด ซึ่งเป็นดาบสองคม เพราะสะท้อนว่าแรงหนุนพึ่งพิงความ ‘ไม่มีทางเลือกอื่น’ มากกว่าพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้นของไทยเอง
  • แนวโน้มกำไรที่ถูกปรับขึ้น จุดต่างที่สำคัญที่สุดอาจเป็นเรื่องกำไร ในปี 2022 ตลาดเทรดที่ P/E 17 เท่า บน EPS ระดับ 90 ปลายๆ แต่รอบนี้ EPS ขยับขึ้นมาที่ 99–102 บาท

 

สรพล คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2026 มีโอกาสออกมาดีกว่าประมาณการ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งอาจทำให้นักวิเคราะห์ปรับ EPS ขึ้นสู่ 100–102 บาทต่อหุ้น จาก 98 บาท

 

สอดคล้องกับ บล.ทรีนีตี้ ที่ระบุว่าประมาณการกำไรตลาดกลับมาเร่งตัวอีกครั้งหลังเข้าเดือนกรกฎาคม และผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ของกลุ่มสถาบันการเงินออกมาดีต่อเนื่อง โดยหุ้นอย่าง KKP และ TTB รายงานกำไรดีกว่าตลาดคาด 16% และ 7% ตามลำดับ

 

“หากรอบนี้มีเพียงแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย โดยไม่มีปัจจัยอื่นซ้ำเติมเหมือนปี 2022 ดัชนีหุ้นไทยน่าจะไม่ลงแรงแบบในอดีต โดยประเมินว่าค่าเฉลี่ยการปรับลงของ SET หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอยู่ที่ราว 7% หรือคิดเป็นระดับ 1,530–1,540 จุด” ณัฐชาตกล่าว

 

ปัจจัยชี้ขาดทิศทางหุ้นไทยต่อจากนี้

 

ปัจจัยที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางหุ้นไทยระยะถัดไปผ่านมุมมองนักวิเคราะห์จากทรีนีตี้และกสิกรไทย สรุปได้ดังนี้

 

  • โทนการแถลงของเฟดและราคาน้ำมัน สรพล มองว่าจุดวัดแรกคือการประชุม FOMC ปลายเดือนนี้ ซึ่งเชื่อว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือโทนของการแถลง ขณะที่ณัฐชาตเตือนว่าสัญญาณจากกรรมการเฟดล่าสุดออกไปในทาง hawkish ชัดเจน และหากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง อาจมีโอกาสเกินกว่า 50% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ โดยยังมีเวที Jackson Hole เป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม
  • การแข่งขันในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ณัฐชาต ระบุว่า ปัจจัยที่อาจทำให้เงินไหลกลับไปฝั่งเอเชียเหนือและหุ้นเทคโนโลยี คือแรงแข่งขันจาก AI ฝั่งจีน คล้ายกรณี Deepseek ต้นปี 2025 ซึ่งเคยนำไปสู่แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  • ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 หากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศออกมาไม่สะดุด โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับ AI จะเป็นปัจจัยช่วยประคองตลาด และหนุนการปรับประมาณการกำไรขึ้น
  • การ Rebalance ดัชนี MSCI สรพล ชี้ว่าจุดวัดที่สองคือ MSCI Indonesia ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้ fund flow ที่ไหลเข้าไทยสิ้นสุดลง เพราะปัจจุบันหุ้นไทยเทรดแพงกว่าอินโดนีเซียราว 2 เท่า (P/E 16 เท่า เทียบกับ 8 เท่า)
  • เพดาน 1,700 จุด กับ EPS 100 บาท สรพล ประเมินว่าหุ้นไทยยังไม่น่าจะทะลุ 1,700 จุด ตราบใดที่ EPS ยังไม่ทะลุ 100 บาทต่อหุ้นขึ้นไปอย่างแรง

 

ภาพ: Janews / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories