หลังจากที่ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมประเทศไทย ถกผู้แทนระดับสูงสหรัฐฯ กับทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ 3 ท่าน ได้แก่ Susie Wiles หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และ Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15–16 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
ประเด็นสำคัญ
ทั้งนี้ เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) พร้อมทั้งติดตามผลการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ศุภจี สรุปผลหารือว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยดี พร้อมได้แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพ
โดยไทยได้เน้นย้ำบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญและเชื่อถือได้ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งแจ้งความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ว่า ไทยได้ผลักดันและให้ความยืดหยุ่นต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวนรอบสุดท้าย
โดยในเบื้องต้นได้กำหนดอัตราภาษี 12.5% สำหรับ 46 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และ 10% กับ 14 ประเทศที่มีกฎหมายหรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ
โดยสหรัฐฯ ได้แจ้งว่า อยู่ระหว่างการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะประกาศอัตราภาษีในอัตราค่อนข้างสูงสำหรับประเทศที่ไม่มีความตกลง หรือไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงได้
“แม้การเจรจาในบางประเด็นจะมีความท้าทายและต้องใช้เวลา แต่ไทยยืนยันความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างเต็มที่ในการหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน”
ฝ่ายสหรัฐฯ รับทราบความตั้งใจของไทย และจะพิจารณาข้อเสนอล่าสุดในแต่ละประเด็น เพื่อร่วมกันผลักดันให้การเจรจาได้ข้อสรุปโดยเร็ว
เร่งดันสินค้าไทยบุกจีน แลกนำเข้า‘สินค้าพรีเมียม’ ใช้ Local Content ในไทย
ขณะเดียวกัน ศุภจี เปิดเผยภายหลังการเดินทางเข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 – 20 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง อีกว่า ได้เข้าร่วมการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีจีน (หลี่ เฉียง) และประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (จ้าว เล่อจี้) เพื่อขยายตลาด ‘สินค้าพรีเมียม’ อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ
โดยไทยมุ่งหวังให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน โดยผลักดันการใช้ Local Content ในไทย
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างไทยกับจีน
โดยเฉพาะการขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ชุมชนท้องถิ่น
ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) 2 ฉบับ
- MoU ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์สองฝ่าย ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเจรจาความตกลงยกระดับการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) โดยจะมีการจัดตั้งกลไกสองฝ่าย ในห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน เสริมสร้างบทบาทและยกระดับขีดความสามารถของ MSMEs อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว
- MoU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดภายในประเทศและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของแต่ละฝ่าย

“กระทรวงพาณิชย์จะสานต่อความร่วมมือประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน ครั้งนี้ ซึ่งจะหารือท่านรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง ของจีนจะทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกันต่อไป” ศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีนมีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.13% เมื่อเทียบกับปี 2567
ในปี 2569 (มกราคม – พฤษภาคม) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.38% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568
โดยแบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 18,754.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากจีนมาไทย 55,386.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

BOI ดึง 4 Big tech บุคลากรทักษะสูง เชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ ทีมรัฐบาลหารือผู้บริหาร 4 บริษัทชั้นนำจากจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn Automobile, InnoLight Technology และ Eoptolink Technology เดินหน้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, AIoT และ Data Center พร้อมยกระดับไทยเป็นฐานผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ของภูมิภาค
โดย ChangAn Automobile เดินหน้าขยายฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใน จ.ระยอง หลังลงทุนโรงงานมูลค่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานผลิตแห่งแรกนอกประเทศจีน พร้อมมีแผนเพิ่มกำลังผลิตจาก 100,000 คัน เป็น 200,000 คันต่อปี ภายในปี 2573 ถึง ตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์ R&D ในไทย
ด้าน InnoLight Technology ผู้นำด้านอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแสงความเร็วสูงสำหรับ AI Data Center มีฐานการผลิตใน จ.สระบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา ลงทุนแล้วกว่า 35,800 ล้านบาท และเตรียมขยายโรงงานแห่งที่ 3 รองรับ AI พร้อมเพิ่มการจ้างงานจาก 12,000 คน เป็น 20,000 คน
ขณะที่ Eoptolink Technology ผู้ผลิต Optical Transceiver รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก มีฐานผลิตใน จ.ชลบุรี และจ.ระยองลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท และมีแผนขยายกำลังผลิตรองรับตลาด AI และ Cloud Data Center ทั่วโลก
ส่วน Xiaomi รัฐบาลเชิญชวนให้พิจารณาขยายการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและจัดตั้งศูนย์วิจัยในไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดอาเซียน
บีโอไอ ย้ำว่า “เป้าหมายของไทยไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานผลิต แต่ต้องการดึง เทคโนโลยี งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และเชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของโลก” นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าว
ทั้งนี้ ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้
ภาพ: Creativa Images/ Shutterstock

