ผลสำรวจภายในงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 พบว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่ มองว่าการลดคาร์บอนเป็น ‘ปัจจัยดึงดูดผู้บริโภคในเอเชีย’ ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริหารจาก SCG, Toyota และ DiDi Global ที่ร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘Future of Mobility and Pathways to Carbon Neutrality’ ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เร่งให้ภูมิภาคอาเซียนต้องกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน โดยมี อากิโตะ ทานากะ บรรณาธิการบริหาร Nikkei Asia เป็นผู้ดำเนินรายการ
ประเด็นสำคัญ
อากิโตะ ทานากะ บรรณาธิการบริหาร Nikkei Asia เปิดประเด็นว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากเอเชีย แต่ส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ที่ส่งต่อถึงผู้ร่วมวงเสวนาว่า **“วิกฤตพลังงานครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง หรือเมื่อสถานการณ์คลี่คลายผู้คนจะลืมเรื่องการลดคาร์บอนไปเหมือนเดิม”

อากิโตะ ทานากะ บรรณาธิการบริหาร Nikkei Asia
เห็นพ้อง ‘กระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน’ เป็นวาระเร่งด่วนของภูมิภาค
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวว่า SCG ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับแรก ท่ามกลางภาวะสินค้าล้นตลาดจากกำลังผลิตส่วนเกินของจีนที่กระทบไม่เฉพาะตลาดยุโรป บริษัทตอบสนองด้วยการควบรวมโรงงานขนาดเล็กในภูมิภาคให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานเดียวกันทั้งภูมิภาค แทนการตั้งตามรายประเทศ เพื่อให้สามารถนำระบบหุ่นยนต์และ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น พร้อมยกตัวอย่างว่าโรงงานแห่งหนึ่งที่ปรับมาใช้ระบบอัตโนมัติสามารถลดจำนวนพนักงานควบคุมการผลิตจาก 100 คน เหลือเพียง 10 คน
ในเชิงนโยบาย ธรรมศักดิ์เสนอให้ภาครัฐพิจารณาจัดตั้ง ‘กองทุนรักษาเสถียรภาพราคา’ สำหรับพลังงานชีวภาพ เพื่อรองรับความผันผวนของราคาที่มาจากอุปสงค์-อุปทาน

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลลงทุนอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติเพื่อรองรับการส่งพลังงานแสงอาทิตย์จากพื้นที่ที่มีศักยภาพไปยังศูนย์ความต้องการพลังงานสะอาด เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมักไม่ใช่พื้นที่ที่เหมาะสำหรับติดตั้งฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์เอง โดยเขามองว่าไทยมีข้อได้เปรียบด้านแสงแดดตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
อีกทั้ง เขาเห็นด้วยที่รัฐบาลปัจจุบันต้องการผลักดันวาระพลังงานชีวภาพและกฎการเข้าถึงระบบส่งไฟฟ้าของบุคคลที่สาม (Third-party Access) ซึ่งผ่านการอนุมัติแล้ว แม้ยังต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดปฏิบัติ
โตโยต้าชี้ ท่าทีผู้นำขับมีผลต่อความสำเร็จของนโยบาย
ด้านมาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ยกตัวอย่างอินเดียที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผลักดันนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างชัดเจน ทำให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นในการลงทุน ต่างจากกรณีอินโดนีเซียที่นโยบายส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพหยุดนิ่งมานานก่อนถูกผลักดันอย่างฉับพลันหลังประธานาธิบดีมีคำสั่งชัดเจน

มาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชีย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น
เขาสรุปว่า ความเป็นผู้นำของรัฐบาลแต่ละประเทศมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อความสำเร็จของการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
ในส่วนของ DiDi Global ตัวแทนผู้บริหาร กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน บริษัทตั้งเป้าขยายฝูงรถ EV ขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยยกตัวอย่างเม็กซิโกที่ประกาศแผนติดตั้งรถ EV ราว 100,000 คันภายในปี 2030 และบราซิลซึ่ง DiDi ดำเนินธุรกิจผ่านแบรนด์ 99 โดยตั้ง Sustainable Mobility Alliance ขึ้นในปี 2022 ปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 3,000 ราย และนำรถ EV เข้าสู่แพลตฟอร์ม 99 แล้วกว่า 33,000 คัน
นอกจากนี้ DiDi ยังเดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์แท็กซี่ระดับ 4 (Level 4 Robotaxi) โดยเน้นการปรับให้ระบบขนส่งทั้งระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด
ถอดบทเรียนราคาแพง ทำไม ‘ไฮโดรเจน’ อาจยังไม่ใช่คำตอบ
ก่อนหน้านี้โตโยต้าเคยร่วมกับกลุ่ม SCG และ JWD ทดลองนำรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนมาใช้ในพื้นที่ปฏิบัติงานเมื่อราว 2 ปีก่อน แต่ต้องยกเลิกโครงการภายในเวลาเพียง 1 เดือน เนื่องจากต้นทุนไฮโดรเจนสูงเกินไปสำหรับการใช้งานจริง เขากล่าวว่า
“ทุกคนรู้ว่าไฮโดรเจนคือพลังงานแห่งอนาคต แต่ในตอนนี้ต้นทุนยังสูงเกินกว่าที่ผู้ใช้งานจะรู้สึกว่าคุ้มค่าและใช้งานได้จริง” มาเอดะกล่าว
เขาระบุว่า บทเรียนจากการทดลองครั้งนี้กลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ทีมงานนำไปใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมต่อไป
เผยตลาดรถยนต์ไทยหดตัว ผลกระทบจาก ‘จีน-อินเดีย’
มาเอดะ กล่าวเพิ่มว่า ตลาดรถยนต์ไทยซึ่งเคยถูกเรียกว่า ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ในปี 2012 ที่มียอดขายในประเทศสูงกว่า 1 ล้านคัน ปัจจุบันยอดขายลดลงเหลือราว 600,000 คันในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์จีนและอินเดียที่เข้ามาทำตลาดในไทยและภูมิภาค แม้อุตสาหกรรมยานยนต์จะยังมีสัดส่วนใน GDP ไทยราว 10-11% และจ้างงานเกือบ 1 ล้านคนรวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ โตโยต้าใช้แนวทาง ‘Multi-pathway’ ในการลดคาร์บอน โดยเลือกโซลูชันตามความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศ เช่น รถยนต์ไฮบริดยังคงเป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้จริงในตลาดไทย เนื่องจากค่าไฟฟ้าในไทยยังถูกกว่าประเทศอย่างฟิลิปปินส์หรือญี่ปุ่น
เขายังชี้ว่า การลดคาร์บอนในกลุ่มลูกค้า B2B โดยเฉพาะภาคโลจิสติกส์มีความสำคัญมากกว่าฝั่ง B2C เนื่องจากปริมาณการปล่อย CO2 จากโลจิสติกส์ B2B สูงกว่ามาก
ผลโพลสวนทาง ผู้บริโภคเอเชียใส่ใจสินค้ารักษ์โลกจริงหรือ?
ระหว่างการเสวนา ทานากะเชิญชวนให้ผู้ฟังในงานตอบคำถามว่า “การลดคาร์บอนเป็นปัจจัยดึงดูดผู้บริโภคทั่วไปในเอเชียหรือไม่”
ผลปรากฏว่าผู้ฟังส่วนใหญ่ตอบว่า ‘ใช่’ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 คน
ตัวแทนจาก DiDi กล่าวว่า “เราค่อนข้างประหลาดใจ เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้บริโภคมักไม่นำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดมาเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจแตกต่างกันระหว่างกลุ่มลูกค้า B2B ซึ่งมีแรงกดดันด้านความรับผิดชอบต่อการลดคาร์บอนมากกว่า กับกลุ่มลูกค้า B2C ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก
ด้านมาเอดะระบุว่า ตนก็ประหลาดใจไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเสริมว่าฝั่งผู้ให้บริการ (Supply Side) มีความรับผิดชอบมากขึ้นในการนำเสนอโซลูชันลดคาร์บอนที่ราคาจับต้องได้ มากกว่าจะรอให้ฝั่งผู้บริโภคเป็นผู้เลือกเอง
ขณะที่ธรรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ฟังในงานสัมมนาครั้งนี้อาจไม่ใช่ตัวแทนที่สะท้อนผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ฟังที่มีกำลังซื้อสูงกว่าค่าเฉลี่ย และหากสำรวจในวงกว้างมากขึ้นผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไป
ทั้งนี้ ผลโพลดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุปว่า สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคเอเชียในภาพกว้างได้มากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น กองทุนพยุงราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติที่ SCG เสนอ จะถูกนำไปปฏิบัติจริงในกรอบเวลาใด ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ผู้บริหารทั้ง 3 คนเชื่อตรงกันว่า ‘ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว’ แต่เป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนด้านพลังงานและโมบิลิตีของอาเซียนไปอีกอย่างน้อย 10-20 ปีข้างหน้า

