โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 ณ ประเทศไทย โดยเน้นย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับญี่ปุ่น พร้อมระบุว่า ทั้งสองประเทศควรเดินหน้าความร่วมมือ เพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงาน การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (16 กรกฎาคม) โอตากะกล่าวเปิดงาน Nikkei Asia Forum APAC 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 150 ปีของ Nikkei โดยกล่าวว่า Nikkei เป็นหนึ่งในสื่อระดับโลกไม่กี่แห่งที่เป็นที่รู้จักจากการจัดเวทีนานาชาติอย่าง Future of Asia และยังขยายกิจกรรมไปทั่วโลก ทั้ง Nikkei Asia และ Nikkei Research
“ผมยินดีที่เห็นว่า Nikkei ให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้น… ผมแทบไม่เคยเห็นสื่อแห่งใดที่มีส่วนร่วมกับผู้ชมชาวไทยอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จึงขอแสดงความชื่นชมและขอแสดงความยินดีกับ Nikkei”
วิกฤตฮอร์มุซสะท้อนความเปราะบางด้านพลังงาน ยกบทเรียน Oil Shock รับมือวิกฤต
ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยกล่าวว่า การประชุมในวันนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคธุรกิจ เพื่อหารือเกี่ยวกับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนของเอเชีย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
โอตากะระบุว่า เอเชียกำลังเผชิญความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยยกตัวอย่างว่า ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาภูมิภาคเดียวกันราว 50%
ผลที่ตามมาคือ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิต ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงประชาชน ผ่านต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
โอตากะกล่าวว่า ญี่ปุ่นเคยเผชิญวิกฤตลักษณะเดียวกันในช่วงทศวรรษ 1970 หลังเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock) โดยต้องใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน การจัดตั้งคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ การอนุรักษ์พลังงาน การกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นเรียนรู้ว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความพยายามอย่างต่อเนื่อง
สำหรับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศ G7 และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก
ดันความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นด้านพลังงาน
ด้วยแนวคิดดังกล่าว ญี่ปุ่นและไทยจึงได้ต่ออายุและยกระดับความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการลงทุนต้นน้ำด้าน LNG และการพัฒนาคลังสำรอง ภายใต้นโยบาย Power Asia Initiative ที่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ภายใต้โครงการดังกล่าว ญี่ปุ่นจัดสรรกรอบสนับสนุนทางการเงินมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยประเทศต่างๆ รับมือวิกฤตด้านพลังงานในระยะสั้น เช่น การจัดหาพลังงาน พร้อมสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การสร้างระบบคลังสำรอง และการกระจายแหล่งพลังงานในระยะกลางและระยะยาว
โอตากะยังมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของภูมิภาค จากการมีสถานีรับก๊าซ LNG เครือข่ายท่อส่ง และระบบสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมมือและต่อยอดศักยภาพดังกล่าวได้อีกมาก
AI คือโอกาส แต่ต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรม
อีกประเด็นสำคัญที่โอตากะกล่าวถึง คือ ความร่วมมือด้าน AI และหุ่นยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Free and Open Indo-Pacific ที่ญี่ปุ่นประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า จะทำงานร่วมกับไทยและประเทศในอาเซียนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่รองรับยุค AI
โอตากะกล่าวว่า ทุกประเทศต่างเร่งนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้ในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการแพทย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการรักษา หรือภาคธุรกิจที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม AI และหุ่นยนต์ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านจริยธรรม สังคม และความมั่นคง ดังนั้น ไทยและญี่ปุ่นจึงควรร่วมกันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ควบคู่กับการรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง
“ผมเชื่อว่า ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมเวทีในวันนี้จะช่วยแบ่งปันมุมมองและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ AI และประเด็นสำคัญอื่น ๆ เพื่อให้พวกเราทุกคนเห็นทางเลือกและแนวทางในอนาคต”
ภาพ: ©Nikkei


