ผู้ว่าฯ ธปท. เร่งแก้ปมแบงก์คุมเข้มสินเชื่อ ฉุดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยลดต่ำสุดรอบ 6 ปี คาดหนี้เสียปีนี้จ่อขยับขึ้นบ้าง แต่ยังรับมือไหว หวังเศรษฐกิจฟื้นตัวช่วยบรรเทาปัญหา ด้าน SCB EIC เผยคนแห่พึ่ง ‘โรงรับจำนำ-สหกรณ์’ ดันยอดโตพุ่ง
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (15 กรกฎาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ในไตรมาส 1 ของปี 2026 ที่ลดลงเหลือ 85.9% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ถือเป็น ‘เรื่องดี’ พร้อมกล่าวต่อว่า สาเหตุหลักที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงมาจากฐาน GDP ที่สูงขึ้นจากผลของเงินเฟ้อ ประกอบกับสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
วิทัยยังกล่าวว่า ธปท. พยายามแก้ไขประเด็นที่สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่ต่อเนื่อง โดยได้ออกโครงการแก้หนี้มาแล้ว 2-3 โครงการ แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘ต้องใช้เวลา’
“ต้องบอกว่า ต้องใช้เวลา ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถออกเพียงโครงการเดียวแล้วแก้ได้เลย หลายโครงการต้องออกมาช่วยๆ กัน ออกซ้ำไปเรื่อยๆ และทำกันในหลายหน่วยงาน” วิทัยกล่าว
สำหรับในช่วงที่เหลือของปี วิทัยมองว่า จากประมาณการเศรษฐกิจปัจจุบันที่ธปท. ประเมินว่า GDP ปี 2026 จะขยายตัว 2.3% จึงคาดว่า หนี้เสีย (NPL) อาจจะปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่จะไม่มากนัก และยังอยู่ในระดับที่รับมือได้
“ในระยะกลางและระยะยาวหวังว่า ทางรัฐบาล สถาบันการเงิน และธปท.เองจะช่วยกันอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ถ้าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนก็จะค่อยๆ บรรเทาไป แต่ว่าต้องช่วยกัน ถ้าไม่ทำอะไรก็แก้ปัญหาไม่ได้” วิทัยกล่าว
ครัวเรือนหันไปพึ่ง ‘โรงรับจำนำ-สหกรณ์’
ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ตั้งข้อสังเกตว่า ครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น จากสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำและสหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง
โดยเฉพาะโรงรับจำนำที่เร่งตัวถึง 18.3%YOY สะท้อนว่าครัวเรือนบางส่วนเริ่มหันไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายกว่า เช่น การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันระยะสั้นในโรงรับจำนำ แม้มีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า
ส่วนการกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ยังขยายตัวอยู่ที่ 5.0%YOY เนื่องจากเป็นแหล่งเงินกู้ที่อิงความสัมพันธ์กับสมาชิก มีข้อมูลรายได้และกลไกการหักชำระผ่านระบบสมาชิกชัดเจน ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก แนวโน้มนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไม่ได้หายไป แต่กำลังเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งเงินกู้นอกกลุ่มสถาบันการเงินหลักที่เข้าถึงง่ายกว่า
อ้างอิง:

