วันนี้ (18 มิถุนายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณายกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการห้ามใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 3 มติ เพื่อให้กรมทางหลวงชนบทสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 17.6 ตารางวา สำหรับดำเนินโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง-ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ก่อนดำเนินการขออนุญาตตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาเป็นโครงการสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ มีระยะทางรวม 2.527 กิโลเมตร เชื่อมการเดินทางระหว่างเกาะกลางและเกาะลันตาน้อย ประกอบด้วยสะพานขึง สะพานคานยื่น จุดกลับรถ 3 จุด จุดชมวิวบนสะพาน 2 จุด และถนนเชื่อมต่อทั้งสองฝั่ง เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าจากการใช้แพขนานยนต์ บรรเทาปัญหาการจราจร และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางของประชาชน นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้า
โครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2565 และได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 1,800 ล้านบาท โดยเป็นเงินกู้ต่างประเทศ 1,260 ล้านบาท และงบประมาณแผ่นดิน 540 ล้านบาท ปัจจุบันได้เตรียมความพร้อมด้านที่ดินและการดำเนินการต่าง ๆ แล้ว
ลลิดากล่าวว่า จากผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พบว่า แนวเส้นทางก่อสร้างบางส่วนบริเวณคอสะพานฝั่งเกาะลันตาน้อยตัดผ่านพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 8 ไร่ 2 งาน 17.6 ตารางวา จากพื้นที่โครงการทั้งหมดกว่า 492 ไร่ โดยสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลนที่ไม่สมบูรณ์ จึงมีความจำเป็นต้องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ขัดข้องต่อการดำเนินโครงการ โดยกำหนดให้กรมทางหลวงชนบทปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA รวมถึงดำเนินการปลูกป่าชายเลนทดแทนไม่น้อยกว่า 20 เท่าของพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ พร้อมขออนุญาตใช้พื้นที่ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับระบบคมนาคมของจังหวัดกระบี่และพื้นที่เกาะลันตาในระยะยาว เพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และความรวดเร็วในการเดินทางของประชาชน ลดข้อจำกัดด้านการขนส่ง สนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยกำหนดมาตรการดูแล ฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติสามารถดำเนินควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน


