×

คนเบื่อข่าว-พึ่งครีเอเตอร์? สรุปเทรนด์สื่อ 2026 จาก Reuters Institute เมื่อโซเชียลมีเดียโตแรงแซงสำนักข่าว

18.06.2026
  • LOADING...
ภาพคนกำลังดูข่าวสารบนโทรศัพท์มือถือ สะท้อนเทรนด์การบริโภคข่าวผ่านโซเชียลมีเดีย

สถาบันรอยเตอร์ (Reuters Institute) เปิดเผยรายงาน Digital News Report ประจำปี 2026 ชี้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของภูมิทัศน์สื่อทั่วโลก เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและวิดีโอก้าวขึ้นเป็นช่องทางหลักที่ผู้คนใช้เข้าถึงข่าวสารมากที่สุด แซงหน้าสื่อโทรทัศน์และเว็บไซต์ของสำนักข่าวอย่างเป็นทางการ

 

 
 

ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อไทยกำลังเผชิญความท้าทายหนัก หลังพบพฤติกรรมประชาชนหันไปพึ่งพา ‘ครีเอเตอร์สายข่าว’ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบเท่าตัว

 

ความท้าทายสื่อในปี 2026 คืออะไร?

 

วันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา Reuters Institute เปิดเผยรายงาน Digital News Report ปี 2026 โดยชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มวิดีโอแซงหน้าสื่อดั้งเดิม ถือเป็นครั้งแรกที่แพลตฟอร์มดังกล่าวกลายเป็นช่องทางที่คนทั่วโลกใช้เข้าถึงข่าวสารมากที่สุด แซงหน้าสื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันของสำนักข่าว

 

จิม อีแกน (Jim Egan) หัวหน้าคณะผู้เขียนรายงาน Digital News Report ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านอย่างฉับพลัน (Shift) แต่มีลักษณะของการเปลี่ยนผ่านทีละนิด (Drift) โดยเป็นผลมาจากการที่ผู้คนทุกช่วงวัยค่อยๆ ลดการใช้งานสื่อดั้งเดิมลง ควบคู่ไปกับการเติบโตของโซเชียลมีเดียและวิดีโอเน็ตเวิร์ก ยกเว้นกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไปที่ยังคงเหนียวแน่นกับสื่อเดิม

 

รายงานระบุว่า สาเหตุที่ผู้ชม 25% หันมาติดตามข่าวจากกลุ่มครีเอเตอร์ เป็นเพราะให้ความรู้สึกใกล้ชิด เข้าถึงง่าย และมีความจริงใจในแบบที่ AI ทำไม่ได้ ทว่าผู้ชมยังคงเสพข่าวจากครีเอเตอร์ ‘ควบคู่’ ไปกับสื่อกระแสหลัก มากกว่าจะใช้ทดแทนกันอย่างสิ้นเชิง

 

เหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากการสำรวจพฤติกรรมเสพข่าวในกรณีสงครามอิหร่าน ปรากฏว่า คนอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปเลือกดูทีวีเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี เลือกใช้โซเชียลมีเดีย ส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของคนอเมริกันอายุ 18-24 ปี ไม่เคยดูข่าวทีวีและไม่เคยเข้าเว็บข่าวเลย

 

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงการเสพข่าวสารจากวิดีโอข่าวบนแพลตฟอร์ม TikTok, Instagram และ YouTube ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคนรุ่นใหม่นิยมเสพทั้งวิดีโอสั้นและวิดีโอขนาดยาวบน YouTube

 

ทว่าการรับชมวิดีโอบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสำนักข่าวเอง กลับมีตัวเลขลดลงถึง 5% ทั่วโลก ทำให้สื่อสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและมียอดผู้ชมวิดีโอโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ ไซมอน โรบินสัน (Simon Robinson) ผู้บริหารจาก Reuters ได้อธิบายถึงผลกระทบว่า แม้วิดีโอข่าวที่ผู้คนกำลังเสพอยู่บนโซเชียลมีเดีย จะเป็นผลงานที่ผลิตโดยสำนักข่าวชั้นนำอย่าง BBC, Reuters หรือ The New York Times ก็ตาม แต่ตราบใดที่ผู้ชมไม่รับชมบนแพลตฟอร์มหลักของแบรนด์ สำนักข่าวก็จะประสบความยากลำบากอย่างมากในการเปลี่ยนยอดผู้ชมนอกบ้านให้กลายเป็นเม็ดเงินหล่อเลี้ยงองค์กร

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงวิกฤตความน่าเชื่อถือและการหลีกเลี่ยงข่าวสาร ผ่านผลสำรวจออนไลน์ของ YouGov (ทำการสำรวจช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปี 2026) ว่า ความเชื่อมั่นในข่าวสารโดยรวม ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล โดย 29 จาก 48 ประเทศมีความเชื่อมั่นลดลง

 

ขณะที่ผู้คนทั่วโลกถึง 62% กังวลเรื่องข่าวปลอมบนอินเทอร์เน็ต ส่วนอีก 42% พยายามหลีกเลี่ยงการเสพข่าว เนื่องจากสถานการณ์รอบโลกทำให้รู้สึกกังวลและสิ้นหวัง อย่างไรก็ดี ผู้คนยังคงเชื่อมั่นต่อสำนักข่าวที่คุ้นเคย มากกว่าข่าวบนโซเชียลมีเดียหรือข่าวที่มาจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

น่าสนใจว่า คุณค่าสำคัญที่ผู้ชมคาดหวังจากสำนักข่าวคือ ‘ความเป็นกลาง’ (Impartiality) แต่เมื่อถามถึงการนำเสนอข่าวใหญ่ๆ เช่น ประเด็นผู้อพยพ ผู้ชมมักมองว่าสื่อยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก ไม่ว่าจะมองจากมุมของฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาก็ตาม

 

สำหรับประเด็น AI มีการใช้งานเพื่อค้นหาข่าวเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 10% ซึ่งเป็นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากผู้ชมยังไม่เจอรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ที่สุด และยังขาดความเชื่อมั่นต่อข่าวที่มาจาก AI

 

ขณะที่สำนักข่าวหลายแห่งเลือกนำ AI เข้ามาช่วยงานประเภท ‘ผลิตซ้ำ’ หรือระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้สื่อข่าวมีเวลาไปทำประเด็นเชิงลึกที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวของมนุษย์มากขึ้น

 

ประเทศไทย: กรณีศึกษาที่ ‘ครีเอเตอร์ข่าว’ โดดเด่นระดับโลก

 

รายงาน Digital News Report 2026 ได้ยกประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นจาก 48 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในแง่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของครีเอเตอร์สายข่าวในโลกออนไลน์

 

อีแกนอธิบายว่า แม้ค่าเฉลี่ยทั่วโลกจะพบว่าผู้ชมประมาณ 25% หรือ 1 ใน 4 หันมาติดตามข่าวจากครีเอเตอร์ แต่ในบางประเทศ (รวมไทย) โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มบุคคลที่สามมีอิทธิพลสูงมากๆ จึงกลับพบว่ามีผู้ชมถึงเกือบ 50% ที่เสพข่าวสารจากครีเอเตอร์เป็นประจำ

 

เหล่านี้สะท้อนจากแบบสำรวจของ YouGov ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยถึง 55% ใช้ TikTok ติดตามข่าวสาร ทิ้งตัวเลขห่างจากประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐอเมริกา (10%) หรือสหราชอาณาจักร (7%) ขณะที่เคนยามีตัวเลขสูงกว่าไทยอยู่ที่ 58%

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกลับเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีระดับความเชื่อมั่นในข่าวสารลดลงมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับร่วมกับฟิลิปปินส์ เปรู และโปแลนด์ ซึ่งรายงานวิเคราะห์ว่าเป็นผลมาจากปัจจัยแวดล้อม เช่น ความไม่มั่นคงทางการเมือง การเลือกตั้งที่สร้างความแตกแยกแบ่งขั้ว ตลอดจนสภาพแวดล้อมของข้อมูลข่าวสารในประเทศที่วุ่นวายและกระจัดกระจายมากขึ้นนั่นเอง

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising