ปัจจุบันศูนย์การค้าได้ปรับตัวเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ตามอินไซต์ลูกค้าพรีเมียมของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่นิยมเดินทางไปต่างประเทศ จึงเกิดเป็นกลยุทธ์ Cross-border ที่ยกระดับ M Card จากบัตรสมาชิกทั่วไปสู่กุญแจเชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ระดับสากล เพื่อรักษาความผูกพันกับแบรนด์อย่างไร้พรมแดนในจุดหมายปลายทางทั่วโลก
THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ถึงเบื้องหลังแนวคิดนี้ ตั้งแต่อินไซต์ของลูกค้าพรีเมียม วิธีเลือกพาร์ตเนอร์ระดับโลก การออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ตรงจังหวะการเดินทาง ไปจนถึงภาพใหญ่ของรีเทลที่กำลังขยับจากพื้นที่ชอปปิงสู่ประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อข้าม ประเทศ
Cross-border Strategy พาสปอร์ตสู่ประสบการณ์ที่ไร้พรมแดน
วรลักษณ์เริ่มต้นอธิบายกลยุทธ์ Cross-border ซึ่งกลยุทธ์นี้เริ่มจากอินไซต์ว่าลูกค้าชอบเดินทาง และเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีความตั้งใจที่จะเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนต์ของลูกค้า เพราะการได้อยู่ใกล้ชิดลูกค้าแม้ในวันที่เขาไม่ได้มาห้าง
“ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จัดอยู่ในเซกเมนต์พรีเมียม เช่น กลุ่มสมาชิก Platinum หรือ Scarlet อันเป็นระดับสูงสุดของ M Card เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเดินทางไปต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ แม้เดอะมอลล์ กรุ๊ป จะไม่มีสาขาในต่างประเทศ แต่เราเล็งเห็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ เปรียบเสมือนอุตสาหกรรมการบินที่แม้จะไม่ได้ให้บริการครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วโลก แต่สามารถขยายเครือข่ายผ่านการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจได้”

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด
อินไซต์นี้ผลักดันให้เดอะมอลล์ กรุ๊ปยกระดับ M Card ให้ก้าวข้ามขีดสู่การเป็นเพื่อนร่วมทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มสำคัญซึ่งมีการเดินทาง ไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ทำให้สิทธิพิเศษของบัตรไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศไทยอีกต่อไป
วรลักษณ์มองว่า ลูกค้าพรีเมียมของเดอะมอลล์ กรุ๊ปไม่ได้เป็นเพียงนักช้อป แต่เป็นกลุ่มที่ใช้การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ พวกเขาเดินทางเพื่อพักผ่อน ใช้เวลากับครอบครัว พบปะผู้คน ค้นหาประสบการณ์ใหม่ และแน่นอนว่าเพื่อชอปปิงในเมืองที่ตนเองชื่นชอบ
พาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเดอะมอลล์ กรุ๊ป
เนื่องจากเดอะมอลล์ กรุ๊ปไม่มีสาขาของเดอะมอลล์ กรุ๊ปเองในต่างประเทศ นั่นทำให้การจะเข้าไปมีส่วนร่วมใน Customer Journey ของลูกค้า ณ เมืองสำคัญทั่วโลกต้องขับเคลื่อนผ่านการผสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรที่ ทรงพลังในแต่ละภูมิภาค
“เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ผนึกกำลังกับพาร์ตเนอร์ระดับโลกมากมาย ตัวอย่างเช่น Harrods, Printemps, El Corte Inglés, Matsuya Ginza, K11 เป็นต้น เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายในต่างแดน เช่นเดียวกับการสร้างให้ Emsphere และ Siam Paragon เป็นจุดหมายสำคัญของนักเดินทางในไทย วิสัยทัศน์นี้มีรากฐานมาจากเทรนด์การท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างไร้พรมแดนและการ ทลายข้อจำกัดด้านสถานที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมต่อถึงกันทั่วโลก”
วรลักษณ์ขยายความว่า กลยุทธ์ Cross-border ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ไม่ได้พิจารณาพาร์ตเนอร์จากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งเฉพาะตัวในแต่ละตลาด

Prinptem
“เราคัดสรรพันธมิตรที่มีศักยภาพและมีดีเอ็นเอทางธุรกิจที่สอดคล้องกันในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น หรือยุโรป ซึ่งความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในพฤติกรรมลูกค้าท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งของพาร์ตเนอร์แต่ละราย คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างจุดร่วมทางธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน”
เดอะมอลล์ กรุ๊ป คัดสรรพาร์ตเนอร์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์กลุ่มเป้าหมาย ทั้งห้างสรรพสินค้าลักชัวรีและ Destination Retail โดยเชื่อมโยงผ่านแคมเปญ Cross Border Promotion with International Department Store เพื่อมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับแก่สมาชิก M Card และผู้ถือบัตร Bangkok Bank M Visa ผ่านเครือข่ายค้าปลีกชั้นนำทั้งในเอเชียและยุโรป
ปัจจุบันเครือข่าย Cross-border ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ครอบคลุมพันธมิตรค้าปลีกและเดสติเนชันสำคัญในอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และ มาเลเซีย ผ่าน Harrods, The Bicester Collection, Printemps, El Corte Inglés, Tai Koo Li, K11 ECOAST, K11 MUSEA, Matsuya Ginza, Bic Camera, Takeya หรือที่คนไทยรู้จักใน ชื่อ ตึกม่วง และ Sunway City

Harrods
“เมื่อลูกค้าเราไปต่างแดน พาร์ตเนอร์จะดูแลอย่างดีที่สุด และเมื่อลูกค้าเขามาไทย เราก็พร้อมต้อนรับด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพราะเราเชื่อในการแลกเปลี่ยนคุณค่าสองทาง โดยจะดูแลลูกค้าพันธมิตรเสมือนสมาชิก M Card ของเราเอง นี่คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ Cross-border ให้เติบโตอย่างสมบูรณ์”
การออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์นักเดินทาง
เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชี้ว่าลำพังเครือข่ายพันธมิตรยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะสิทธิประโยชน์จะไร้ความหมายหากขาดการสื่อสารที่ตรงจังหวะหรือมีขั้นตอน ยุ่งยาก โดยวรลักษณ์วิเคราะห์อินไซต์ว่า ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมมักวางแผนการเดินทางล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสิทธิพิเศษที่จะได้รับตลอดทริป แทนการตัดสินใจแบบกะทันหัน
“เนื่องจากลูกค้ากว่า 70-80% มีการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างละเอียด องค์กรจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเตือนความจำในเวลาที่เหมาะสมก่อนการออกเดินทาง เราให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นและลดทอนความยุ่งยาก โดยเน้นความสะดวกและรัดกุมเป็นหลัก พร้อมทั้งปรับรูปแบบการรับสิทธิ์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สมาชิกได้รับความสะดวกสบายสูงสุดในทุกขั้นตอน”

แลกเปลี่ยน Insight และ Knowhow ระหว่าง The Mall Group และ K11 MUSEA
เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังให้ความสำคัญกับการส่งมอบสิทธิประโยชน์ผ่านช่องทางดิจิทัลในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและตอบโจทย์เฉพาะบุคคลอย่างแท้จริงกลยุทธ์ Cross-border จึงเป็นการหลอมรวมความพิเศษเข้ากับไลฟ์สไตล์การเดินทาง เพื่อให้แบรนด์ครองใจลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญของ Customer Journey อย่างยั่งยืน
การใช้อินไซต์เพื่อออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจลูกค้า
วรลักษณ์ เน้นว่าการสร้างสิทธิประโยชน์ไร้พรมแดนต้องอาศัยการประสานข้อมูล หลายมิติ ทั้งการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง เสียงสะท้อนจากพาร์ตเนอร์ระดับโลก และทีมงานหน้าร้าน เพื่อให้แบรนด์เท่าทันพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทโลก อย่างแท้จริง
“เราวิเคราะห์ข้อมูลผ่านทั้ง Net Promoter Score และการสำรวจพฤติกรรมความถี่ในการท่องเที่ยว ซึ่งพบการขยายตัวจากปีละครั้งสู่สองหรือสามครั้งในบางราย โดยผสานเข้ากับข้อมูลธุรกรรมจริง ความเห็นจากผู้ใช้บริการ อินไซต์จากพันธมิตรระดับโลก รวมถึงพนักงานส่วนหน้า เพราะบางครั้งสิ่งที่ปรากฏในระบบอาจไม่สะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของลูกค้าได้ทั้งหมด”
เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงใช้ข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงอินไซต์กลุ่มลูกค้าพรีเมียมของ M Card โดยเน้นการตีความที่ละเอียดอ่อนจากรายละเอียดระหว่างการรับบริการ มากกว่าเพียงสถิติหรือช่องทางดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงซึ่งมักซ่อนอยู่ในการใช้ชีวิต
“แม้จะมีการติดตามกระแสในโซเชียลมีเดียเพื่อดูการมีส่วนร่วม แต่เราไม่ได้อ่านทิศทางจากโลกออนไลน์เพียงด้านเดียว เพราะกลุ่มพรีเมียมไม่ได้สื่อสารทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มเหล่านั้น เราจึงต้องบูรณาการข้อมูลทั้งจากพฤติกรรมการใช้จ่าย และอินไซต์จริงที่ได้รับจากคู่ค้าและทีมงานหน้าสนาม เพื่อให้เห็นภาพที่ครบถ้วนที่สุด”
การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เดอะมอลล์ กรุ๊ป เข้าใจเส้นทาง ความถี่ และความสนใจที่เปลี่ยนไปของลูกค้าในต่างแดน ยิ่งลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกมากเท่าใด ความคาดหวังต่อคุณภาพการบริการและสิทธิพิเศษที่เหนือระดับก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
“หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การเพิ่มปริมาณสิ่งที่มอบให้ แต่คือการทำความเข้าใจคุณค่าที่ลูกค้าแต่ละรายยึดถือ บางคนอาจให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ขณะที่บางรายเน้นการบริการหรือสิทธิพิเศษที่แตกต่าง เราจึงต้องนำข้อมูลจากทุกมิติมาประมวลผล เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ”
การส่งต่อเอกสิทธิ์จากเครือข่ายพันธมิตรระดับสากลสู่ใจกลางรีเทลไทย
กลยุทธ์ Cross-border ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป พัฒนาไปอีกขั้นด้วยการขยายสิทธิพิเศษจากการดูแลสมาชิก M Card ในต่างแดน สู่การต้อนรับลูกค้าจากเครือข่ายพันธมิตรโลกให้มาสัมผัสไลฟ์สไตล์เหนือระดับในไทย
ความร่วมมือกับ K11 คือหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับจากการมอบสิทธิให้ลูกค้าไทยในฮ่องกง สู่การดึงฐานลูกค้าคุณภาพจากฮ่องกงและจีนมายังเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป สะท้อนความสำเร็จในการสร้างการไหลเวียนของนักเดินทางระดับพรีเมียมระหว่างค้าปลีกชั้นนำในภูมิภาคอย่างแท้จริง

K11 MUSEA
วรลักษณ์ขยายความว่า กลยุทธ์ Cross-border ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีหัวใจสำคัญคือการส่งมอบมาตรฐานการดูแลระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าของพันธมิตรเฉกเช่นสมาชิกของตนเอง “เมื่อลูกค้าของเขาเดินทางมาเยือน เรามีความตั้งใจที่จะมอบการบริการที่เหนือระดับไม่ต่างจากที่เขาดูแลลูกค้าเรา โดยเป็นการแลกเปลี่ยนคุณค่าแบบสองทางอย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่ว่าลูกค้าพันธมิตรจะเดินทางมาจากมุมไหน เมื่อก้าวเข้ามาในพื้นที่ของเรา เราจะให้การต้อนรับและดูแลอย่างดีที่สุดเสมือนเป็นสมาชิก M Card ของเราเอง”

K11 MUSEA
เดอะมอลล์ กรุ๊ป มอบสิทธิพิเศษผ่าน Platinum Tourist Card เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเครือข่ายพันธมิตร เพียงแสดงพาสปอร์ตและหลักฐานการเดินทาง รับส่วนลดสูงสุด 10% ในห้างสรรพสินค้า และสูงสุด 50% ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการใน EM District พร้อม Cash Coupon และบัตรกำนัลตามเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ฝั่ง Inbound นี้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ยกระดับเดอะมอลล์ กรุ๊ป สู่การเป็นเจ้าบ้านระดับโลกที่เชื่อมต่อลูกค้าคุณภาพเข้ากับ Ecosystem รีเทลไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

K11 MUSEA
“หัวใจของกลยุทธ์ Cross-border คือการแลกเปลี่ยนคุณค่าสองทาง เมื่อลูกค้าเราไปต่างแดน พาร์ตเนอร์จะดูแลอย่างดีที่สุด และเมื่อลูกค้าเขามาไทย เราก็พร้อมต้อนรับด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างโครงข่ายประสบการณ์ที่เหนียวแน่นและเป็นหนึ่งเดียวเสมอ”

K11 MUSEA
นักท่องเที่ยวหลากหลาย ความคาดหวังที่แตกต่าง และโจทย์ใหม่ของธุรกิจรีเทล
แม้กลยุทธ์ Cross-border จะเน้นกลุ่มพรีเมียม แต่วรลักษณ์มองว่าการปรับใช้ต้องคำนึงถึงความคาดหวังที่แตกต่างกันของนักเดินทางในแต่ละ ภูมิภาคบางกลุ่มให้ความสำคัญกับความสะดวกและประสบการณ์ใหม่ บางกลุ่มตัดสินใจผ่านโซเชียลและรีวิว ขณะที่อีกกลุ่มยังคงยึดถือมาตรฐานการบริการ คุณภาพ และความปลอดภัยเป็นหลัก
“พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวเอเชียมักจะอ้างอิงข้อมูลจากโลกออนไลน์และรีวิวเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจ ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะพิจารณาภาพรวมของทริปเป็นสำคัญ เช่น ทำเลที่พักที่ต้องเดินทางสะดวกและเข้าถึงง่าย ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน”
วรลักษณ์ชี้ว่าจีนและมาเลเซียยังเป็นตลาดหลักของไทยด้วยจำนวนและระยะทาง ส่วนตะวันออกกลางเป็นเซกเมนต์พรีเมียมที่สอดรับกับบริการลักชัวรีของสยามพารากอน อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจในการเลือกบริการของแต่ละกลุ่มยังมีความเฉพาะตัวแตกต่างกันไปตามบริบททาง วัฒนธรรม
“เสน่ห์ของอาหาร การบริการที่เหนือระดับ และการบอกต่อในกลุ่มเพื่อนคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวเอเชียให้ความสำคัญและเปิดรับสื่ออย่างเข้มข้น ส่วนชาวตะวันตกจะเน้นไปที่ความคล่องตัว ทำเลที่ตั้ง และภาพรวมของประสบการณ์การเดินทาง ดังนั้นโจทย์ของแต่ละตลาดจึงมีจุดโฟกัสที่ไม่เหมือนกัน”
วรลักษณ์วิเคราะห์ความแตกต่างผ่านมุมมองเจเนอเรชันว่า Gen Z มักแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ที่มีเอกลักษณ์เพื่อแชร์ลงโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok หรือ Instagram ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย บริการด้านสุขภาพ และความพร้อมสำหรับกิจกรรมครอบครัว
“หากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ พวกเขาจะรักการออกไปสำรวจสิ่งใหม่ ๆ และส่งต่อเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับกลุ่ม Gen X หรือนักท่องเที่ยวที่มีความอาวุโสขึ้นมาหน่อย สิ่งที่เขาต้องการคือคุณภาพและความสุนทรีย์ที่มาพร้อมความสบายใจ ซึ่งส่งผลให้กลไกการตัดสินใจมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
ความหลากหลายของความต้องการทำให้บทบาทศูนย์การค้าต้องขยายขอบเขตจากจุดหมายเพื่อ การจับจ่ายไปสู่พื้นที่แห่งประสบการณ์ที่บูรณาการเข้ากับวิถีชีวิตและการเดินทาง เพื่อสร้างแรงดึงดูดใหม่ ๆ ให้ผู้คนกลับมาเยือนอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันการเดินทางไม่ได้มีเป้าหมายแค่การชอปปิง แต่ผู้คนออกมาเพื่อร่วมงานเทศกาล คอนเสิร์ต ดูแลสุขภาพ หรือสัมผัสประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้ รีเทลจึงต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของพื้นที่ขายของไปสู่การสร้างคุณค่าที่ลึกซึ้งกว่านั้น”
ทำให้เห็นได้ว่า ศูนย์การค้าต้องปรับตัวสู่มิติ Hospitality โดยเน้นสร้างประสบการณ์ที่ทำให้พื้นที่เป็นจุดหมายปลายทางมากกว่าแค่ที่ซื้อสินค้า กลยุทธ์ Cross-border ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงเป็นมากกว่าการมอบสิทธิประโยชน์ แต่คือการยกระดับค้าปลีกให้หลอมรวมอาหาร วัฒนธรรม และบริการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
M Card กับบทบาทใหม่ในระบบนิเวศไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อข้ามพรมแดน
กลยุทธ์ Cross-border ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป มุ่งยกระดับสิทธิประโยชน์ M Card เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าพรีเมียมที่มีไลฟ์สไตล์การเดินทางทั่วโลก การปรับตัวนี้ช่วยให้แบรนด์ก้าวข้ามการขายสินค้าสู่การสร้างคุณค่าและมาตรฐานบริการสากล โดยวรลักษณ์เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาบทบาทแบรนด์ให้อยู่ในทุก Customer Journey แม้ลูกค้าจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม
“ปัจจุบันพลเมืองโลกมีความเป็นสากลและลื่นไหลมากขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมวางแผนการเดินทางและการใช้จ่ายล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านจุดหมายปลายทาง สินค้าที่จะซื้อ และไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ”
ด้วยวิสัยทัศน์นี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป มองว่า Cross-border เป็นการฝังแบรนด์เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศการใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัว การใช้ชีวิตในต่างแดน จนกระทั่งเดินทางกลับสู่ไทย
“กลุ่มเป้าหมายเตรียมตัวที่ศูนย์การค้าเราก่อนเดินทาง เมื่อถึงจุดหมายก็ยังได้รับประสบการณ์พิเศษผ่านเครือข่ายพันธมิตรโลก และเมื่อกลับไทยก็ยังไว้วางใจกลับมาใช้บริการต่อเนื่อง ระบบนิเวศธุรกิจนี้จึงขยายตัวและก้าวข้ามขีดจำกัดด้านพรมแดนได้อย่างสมบูรณ์”
สะท้อนให้เห็นว่าสำหรับเดอะมอลล์ กรุ๊ป แล้ว Loyalty ไม่ใช่เพียงการสะสมคะแนน แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์ผ่านไลฟ์สไตล์และประสบการณ์พิเศษร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก
“วิสัยทัศน์ขององค์กรมิใช่เพียงการครองความเป็นผู้นำในด้านการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรามีเป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็น Asia’s Most Connected Lifestyle Ecosystem for Global Traveler ทั้งนี้เนื่องจากเราตระหนักถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มีความคล่องตัวสูงและมิได้ จำกัดการดำเนินชีวิตอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป”
M Card กำลังยกระดับสู่การเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงลูกค้ากับประสบการณ์ระดับพรีเมียมอย่างไร้ขีด จำกัด ในยุคที่การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคจึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าถึงอินไซต์และอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ


