ภาพการจับมือและรอยยิ้มชื่นมื่นระหว่าง ‘สีจิ้นผิง’ กับ ‘คิม จองอึน’ ในการเยือนเกาหลีเหนือ อาจดูเหมือนการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองชาติสหายร่วมอุดมการณ์ โดยมีฉากหน้าคือวาระเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ‘สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน’ ในปี 2026 ถือเป็นสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารเพียงฉบับเดียวที่จีนยังมีอยู่กับต่างประเทศ
ประเด็นสำคัญ
ทว่าเบื้องหลังภาพการทูตอันสวยหรูนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตาเห็น จุดที่น่าสังเกตที่สุด คือ ผู้นำจีนเลือกที่จะไม่แตะประเด็น ‘การปลดอาวุธนิวเคลียร์’ (Denuclearization) เลยแม้แต่น้อย นับเป็นภาพสะท้อนถึงความกระอักกระอ่วนใจลึกๆ ของปักกิ่ง เมื่อเปียงยางยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธร้ายแรง พร้อมทั้งกระชับมิตรกับรัสเซียอย่างแนบแน่น ถึงขั้นส่งกำลังทหารนับหมื่นนายไปช่วยรบในยูเครน
กล่าวได้ว่า การเยือนของสีจิ้นผิงในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการส่งสัญญาณเพื่อรักษาสมดุล และย้ำเตือนสถานะของตนเองในฐานะมิตรประเทศผู้ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูเกาหลีเหนือมาโดยตลอด แต่เหตุใดมหาอำนาจระดับโลกจึงต้องยอมโอนอ่อนให้ประเทศเล็กๆ ที่มักจะเล่นบท ‘เด็กดื้อ’ ทางนิวเคลียร์มานานหลายสิบปี?
THE STANDARD อ่านเกมจีนเยือนเกาหลีเหนือผ่านมุมมองของ ศ.ดร. สิทธิพล เครือรัฐติกาล อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญการเมืองในเอเชียตะวันออก เพื่อไขรหัสความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน และทิศทางอนาคตของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐนิวเคลียร์ที่ยังคงใช้ไพ่ใบนี้ต่อรองบนเวทีโลก
ทำไมสีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือ
ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า ปี 2026 มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Co-operation, and Mutual Assistance) ถือเป็นสนธิสัญญาทางทหารฉบับเดียวที่ปักกิ่งทำข้อตกลงกับประเทศอื่น ตั้งแต่ปี 1961 จนถึงปัจจุบัน
อาจารย์มองว่า วาระดังกล่าวเป็นโอกาสอันดีสำหรับสีจิ้นผิงในการเยือนเกาหลีเหนือ หากแต่ก็ไม่ใช่จุดประสงค์หลักเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริบทระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนจึงต้องการตอกย้ำอิทธิพลเหนือเปียงยางว่า ปักกิ่งยังสำคัญในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด และผู้ให้การช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำชูมาตลอด
ในประเด็นดังกล่าว ศ.ดร.สิทธิพลขยายความว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมักทดลองขีปนาวุธตั้งแต่ปี 2006 ทำให้นานาชาติและองค์การสหประชาชาติ (UN) คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประเทศที่ทำให้เกาหลีเหนืออยู่รอดได้ ก็คือจีน เพราะทำการค้ามากที่สุดถึง 90%
ขณะที่การเกิดขึ้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ยังทำให้เกาหลีเหนือสนิทสนมกับรัสเซียเป็นพิเศษ เช่น มีการส่งทหารไปร่วมรบไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน หรือล่าสุด มีการก่อตั้งอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพในสงครามครั้งนี้
“การที่ในช่วงสัก 4-5 ปีมานี้ เกาหลีเหนือดูจะมีความสัมพันธ์กับรัสเซียที่แนบแน่นมากขึ้น ถึงขั้นส่งทหารออกไปช่วยรบเลย มันก็ย่อมทำให้จีนรู้สึกว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ มันอาจจะหย่อนไปกว่าเดิม ไม่เข้มข้น ไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือเปล่า”
อ.สิทธิพลอธิบายว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับจีน เนื่องจากคาบสมุทรเกาหลีถือเป็น ‘ประตูบ้าน’ ของปักกิ่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์ที่จีนให้สำคัญมานานแล้ว
‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ จีน-เกาหลีเหนือ มีความสัมพันธ์อย่างไร
‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ (Close but Uncomfortable) คือนิยามความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในมุมมองของ ศ.ดร.สิทธิพล แม้ทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์พิเศษภายใต้วาทกรรม ‘สหายร่วมรบ’ และ ‘สหายร่วมอุดมการณ์’ สมัยสงครามเกาหลีปี 1950-1953 ในการต่อสู้ต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน สะท้อนจากการที่จีนส่งทหารนับล้านนายเข้าสู่สมรภูมิ
แต่ในอีกแง่หนึ่ง อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ในระดับผู้นำของจีนและเกาหลีเหนือ มีทั้ง ‘ขึ้น’ และ ‘ลง’ แม้โลกภายนอกมักชอบมองว่า เกาหลีเหนือเป็น ‘ลูกน้อง’ จีน เนื่องจากอุดมการณ์สังคมนิยมเหมือนกัน ขณะที่จีนให้การช่วยเหลือ และเกาหลีเหนือต้องพึ่งพาจีนเกือบทุกอย่าง
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา เกาหลีเหนือยึดอุดมการณ์ ‘จูเช’ (Juche) หรือหลักการพึ่งพาตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจภายนอกบงการเข้ามา ทำให้นโยบายต่างประเทศของเปียงยางไม่เน้นการผูกติดหรือพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกิน เพราะกลัวว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยและความเป็นอิสระ
“เกาหลีเหนือจะมีด้านหนึ่งที่ผูกมิตรกับมหาอำนาจอย่างจีน สหภาพโซเวียต หรือรัสเซียในปัจจุบัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกาหลีเหนือจะมีความวิตกกังวลเหมือนกันว่า การพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป จะทำให้เกาหลีเหนือสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดทิศทางของประเทศ”
ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า แนวคิดดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง พยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือเปิดและปฏิรูปประเทศเหมือนกับจีน แต่เกาหลีเหนือก็ไม่ทำตาม เพราะใช้ระบบสืบทอดอำนาจทางสายเลือด ทำให้การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำลายฐานความชอบธรรมของตัวเอง
ขณะที่จีนพยายามผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Denuclearization) ในคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แต่เปียงยางก็ยังดื้อรั้นและพัฒนาอาวุธร้ายแรงมาจนถึงทุกวันนี้
อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศแปลกประหลาด โดยเฉพาะหากพิจารณาตามทฤษฎีการพึ่งพา (Interdependence) เกาหลีเหนือพึ่งพาจีนมากที่สุด ซึ่งโดยหลักแล้ว ฝ่ายที่พึ่งพามากกว่าต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายได้ แต่ในกรณีของจีนและเกาหลีเหนือ เปียงยางสามารถเล่นบท ‘เด็กดื้อ’ มานานหลายสิบปี ขณะที่ปักกิ่งก็อึดอัดใจ แต่ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้
ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า ในยุทธศาสตร์ของจีน คาบสมุทรเกาหลีมีความสำคัญต่อประเทศมาก ต่อให้เกาหลีเหนือจะเล่นบทเด็กดื้อแค่ไหน ปักกิ่งก็ไม่มีทางตัดขาดญาติมิตรกับเกาหลีเหนือ เพราะกลัวเปียงยางอยู่ใน ‘สภาวะสั่นคลอน’ ซึ่งเกาหลีเหนือก็รู้จุดอ่อนข้อนี้เป็นอย่างดี
“สภาวะสั่นคลอน คือ เกิดการล่มสลายของระบอบเกาหลีเหนือ และฝันร้ายที่สุดที่จีนไม่อยากให้เกิดก็คือว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เข้าไปกลืนเกาหลีเหนือ ไม่ใช่ว่าจะกลืนด้วยการทำสงคราม แต่มันคือการรวมชาติคล้ายเยอรมนีตะวันออกกับเยอรมนีตะวันตก”
จากประเด็นดังกล่าว จีนมองว่า หากสองเกาหลีรวมชาติ สหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรของเกาหลีใต้ จะเข้ามายุ่งเกี่ยวในคาบสมุทรเกาหลี และมีอิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือ จีนจึงไม่ยอมให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นอันขาด ดังนั้น เปียงยางจึงมีความมั่นใจที่จะเล่นบทเด็กดื้อได้เต็มที่ เพราะมี ‘ไพ่เด็ด’ ทำให้จีนตัดขาดสัมพันธ์ไม่ได้
บทสรุปจีนเยือนเกาหลีเหนือ ทำไมสีจิ้นผิงไม่แตะประเด็น ‘ปลดอาวุธนิวเคลียร์’
ก่อนหน้านี้ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตว่า สีจิ้นผิงไม่แตะประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในการเยือนเกาหลีเหนือครั้งนี้ โดยระบุสั้นๆ ว่า เขายินดีทำงานร่วมกับ คิม จองอึนเพื่อรักษาการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีไปสู่ความก้าวหน้าระดับใหม่
ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า ในประเด็นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สีจิ้นผิงต้องการเอาใจเกาหลีเหนือ เพื่อทำให้สหรัฐฯ เห็นความแนบแน่นของพันธมิตรสามฝ่ายอย่างจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ขณะที่การพูดถึงวาระปลดอาวุธนิวเคลียร์อาจกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ทวิภาคี
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้สบายใจกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ สะท้อนจากบทบาทของปักกิ่งในทศวรรษ 2000 จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 6 ฝ่าย (Six-Party Talks) ถึง 6 ครั้งเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
“ลึก ๆ แล้ว จีนมีความไม่สบายใจที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะหากปล่อยให้เกาหลีเหนือยังคงมีนิวเคลียร์ได้ต่อไป มันเป็นปัญหาต่อจีนในระยะยาว”
อาจารย์มองว่า ปัญหาระยะยาวของเกาหลีเหนือสำหรับจีน คือ การทำให้อิทธิพลของสหรัฐฯ เข้มข้นในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวคือ หากเกาหลีเหนือยังครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ เช่น ยอมให้สหรัฐฯ นำเรือดำน้ำติดหัวรบนิวเคลียร์เข้ามา หรือแม้แต่การที่ญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อกลับมามีกองทัพเต็มตัว ไปจนถึงการขยายบทบาททางการทหาร
“มันก็เป็นภาพสะท้อนว่า ประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศเล็กๆ แต่มันมีความสามารถทำให้ประเทศมหาอำนาจทำตามวาระของตนเองได้ … มีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงนโยบายของเกาหลีเหนือ แล้วก็ตั้งชื่อว่า ‘Tyranny of the Weak (อำนาจของผู้อ่อนแอ) ว่า เป็นประเทศที่อ่อนแอ ต้องแบมือขอเงินจีน ขอเงินรัสเซีย แต่ก็สามารถที่จะมีวิธีที่บีบให้จีนยอมได้ในเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้”
มองอนาคตเกาหลีเหนือในฐานะ ‘รัฐนิวเคลียร์’
ศ.ดร.สิทธิพลยังมองว่า นโยบายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ผูกติดกับเปียงยางตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ภายใต้บริบทระหว่างประเทศที่เป็น ‘ฝันร้าย’ หลังสหภาพโซเวียตและจีนเปิดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีเหนือรู้สึกโดดเดี่ยว และพยายามหาอำนาจต่อรองบนเวทีโลก
อาจารย์ยังมองว่า ต่อให้ไม่มีสงครามตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือก็ไม่มีทางล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ เพราะเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเกาหลีเหนือ คือ การหยิบอาวุธนิวเคลียร์ใช้เป็นข้อต่อรองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ
ในประเด็นนี้ ศ.ดร.สิทธิพลขยายความว่า เกาหลีเหนือใช้การพัฒนานิวเคลียร์ เป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับสนธิสัญญาสันติภาพกับสหรัฐฯ แม้ วิเวียน พาลกฤษณัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่เพิ่งไปเยือนเกาหลีเหนือระบุว่า เปียงยางไม่ได้คิดมีสนธิสัญญาสันติภาพ แต่อาจารย์วิเคราะห์ว่า เป็นกลยุทธ์ ‘ยืมปาก’ ฝากบอกสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้ามมากกว่า
“ผมคิดว่า จริงๆ แล้ว เกาหลีเหนือรู้ดีว่า ตนเองจะไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ในระยะยาวเลย ถ้าไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพกับสหรัฐฯ เพราะสงครามเกาหลีจบลงในปี 1953 ด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพ
“ดังนั้น ถ้าเกาหลีเหนือจะพัฒนา จะปฏิรูปเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ก็ต้องลดงบประมาณทางด้านการทหารลงไป เพราะตราบใดที่คุณยังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ คุณก็จะถูกคว่ำบาตร มาตรการการแบนของ UN ก็ไม่คลี่คลาย”
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า จีนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือในอนาคต เพราะปักกิ่งคงไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์สำคัญอย่างเปียงยางไป โดยยกตัวอย่างว่า หากสักวันหนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีความสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน ก็อาจกลายเป็นปัญหาสำหรับจีนได้
นอกจากนี้ในทางนิตินัย จีนถือเป็น 1 ใน 3 ภาคีที่ลงนามในข้อตกลงสงบศึกปี 1953 ร่วมกับกองกำลัง UN และเกาหลีเหนือ ปักกิ่งจึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสันติภาพในอนาคต
ส่วนประเด็นผู้นำใหม่ของเกาหลีเหนือ ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน เพราะเรื่องนี้ ‘พลิกล็อก’ กันได้ง่ายมาก สะท้อนจากเหตุการณ์ในทศวรรษที่ 1970 คิม อิลซุง อดีตผู้นำประเทศ พา คิม ซองแอ ภรรยาคนที่สอง (แม่เลี้ยง คิม จองอิล) ออกงานบ่อยครั้ง จนมีการคาดเดากันว่า เธอมีอำนาจมาก และบุตรชายของเธออย่าง คิม พยองอิล อาจขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป แต่ภายหลังในทศวรรษ 1980 คิม ซองแอ ถูกลดบทบาท เนื่องจาก คิม จองอิล ชนะการแย่งอำนาจภายใน จนขึ้นเป็นทายาทสืบทอดทางการเมือง
อาจารย์ระบุว่า ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มชนชั้นนำ (Elite) ในเกาหลีเหนือ เป็นพื้นที่ปิดลับ การประเมินสถานการณ์ต่างๆ จึงมักอาศัยการคาดเดา (Speculation) เป็นหลัก แม้แต่หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้เองก็ยังต้องใช้วิธีการวิเคราะห์ผ่านการสังเกตการณ์เป็นส่วนใหญ่
อาจารย์ยังเปรียบเทียบว่า การวิเคราะห์โครงสร้างการเมืองเกาหลีเหนือในปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ‘โซเวียตศึกษา’ (Sovietology) ในยุคสหภาพโซเวียตสมัย โจเซฟ สตาลิน หรือ นิกิตา ครุสชอฟ เช่น ใครยืนข้างผู้นำสูงสุดมากที่สุด หรือใครหายตัวออกไปจากหน้าสื่อ
ภาพ: KCNA / Reuters
อ้างอิง:


