ทั่วโลกจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี
ประเด็นสำคัญ
ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 16 มิ.ย. 2569 หากขึ้นดอกเบี้ยจริง
นี่อาจไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินญี่ปุ่น
แต่เป็นบททดสอบสำคัญของสภาพคล่องโลก เมื่อ ‘เยน’ ที่เคยเป็นแหล่งเงินกู้
ต้นทุนต่ำที่หล่อเลี้ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เริ่มมีต้นทุนสูงขึ้นท่ามกลางค่าเงินเยนที่ผันผวน ตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียกระทบแค่ไหน กลยุทธ์ Yen Carry Trade ยังไปต่อได้ไหม มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องจับตา
สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตอนนี้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0.75% สู่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมนโยบายการเงินที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตลาดสะท้อนผลกระทบในราคาไปมากแล้ว (Price in)
จะเห็นได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ปรับขึ้นมาที่ประมาณ 2.6% ลดลงจากระดับ 2.8% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับบอนด์ยีลด์ประเทศอื่นๆ
โดยบอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับสูงขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน
และทำจุดสูงสุดในเดือน พ.ค. ก่อนจะลดระดับลงมา เนื่องจากสถานการณ์สงคราม
ในตะวันออกกลาง มีท่าทีผ่อนคลายลง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ
100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 1% กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน?
ทั้งนี้หาก BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคาดที่ระดับ 1% จะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่าง
มีนัยสำคัญต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นเอเชีย โดยกระแสเงินจะไม่ได้ไหลออกจากตลาดอื่น มาลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่ม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแม้บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นจะปรับสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนไม่ได้น่าดึงดูด เนื่องจากบอนด์ยีลด์ในกลุ่มประเทศเอเชียก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองพันธบัตรท้องถิ่นมากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรต่างประเทศ
สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 พบว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่สัดส่วน 13% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 12% เมื่อต้นปี
ทั้งนี้อาจเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงบ้าง หาก BOJ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่สุดท้ายจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งหน้า เพื่อสกัดเงินเฟ้อและปกป้องค่าเงิน
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้น้อยที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
เนื่องจาก BOJ มีท่าทีระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินที่จะส่งผล
กระทบรุนแรงต่อตลาดเงินและตลาดหุ้น เช่น กระตุ้นให้เกิดแรงเทขาย หรือเงินเยนผันผวนหนัก โดยในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อีกประมาณ 1-2 ครั้ง สู่ระดับ 1.5%
Yen Carry Trade ไปต่อ แม้ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย
หากญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 1% คาดว่าจะทำให้การเปิดสถานะ Yen Carry Trade เข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น โดยการกระจุกตัวของการลงทุนรูปแบบนี้จะลดน้อยลงเนื่องจากนักลงทุนต้องเผชิญกับความผันผวนค่าเงิน และความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน (Intervention) ของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไปแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ กลยุทธ์ Yen Carry Trade ยังสามารถทำกำไร เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังกว้างมาก ในระยะข้างหน้าตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังมีท่าทีที่เข้มงวด (Hawkish) ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน
และอาจถูกกดดันให้กลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุดเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับขึ้นมาที่ระดับ 4.2% สูงสุด ในรอบ 3 ปี ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจ
และตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง
ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนทำลายผลกำไรจากการ Carry Trade
สอดคล้องกับข้อมูลของ Commodity Futures Trading Commission (CFTC)
พบว่า ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 มิ.ย. กองทุนกลุ่ม Leveraged Funds เปิดสถานะ Short Yen เดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลง รวมมากกว่า 115,000 สัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี (ตั้งแต่ พ.ย. 2560) ขณะที่เงินเยนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่ากลยุทธ์ Yen Carry Trade กำลังกลับมาได้รับความนิยม แม้ตลาดยังเผชิญความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่น และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (16 มิถุนายน)
ด้านนักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase มองว่า ตลาดรับรู้ผลกระทบ (Price in) จากความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นไปมากแล้ว ต่างจากในปี 2567 ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมกับประกาศแผนลดการซื้อพันธบัตร เงินเยนจึงแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะ Yen Carry Trade ต้องเร่งลดสถานะ เพื่อปิดความเสี่ยงการขาดทุนค่าเงิน
ในขณะที่ปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนส่วนใหญ่มองว่า การแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลทำให้เยนแข็งค่าขึ้นระยะสั้นเท่านั้น และถือเป็นโอกาสในการกลับเข้าไปขายเงินเยนอีกครั้ง สะท้อนจากสถานะ Short Yen ที่ปรับลดลงชั่วคราวในเดือน เม.ย.-พ.ค.
หลังรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน แต่หลังจากนั้นไม่นาน นักลงทุนก็กลับมา
เปิดสถานะขายเงินเยนอีกครั้ง จนจำนวนสัญญากลับมาใกล้ระดับเดิมก่อนการแทรกแซงค่าเงิน

