×

ราคาน้ำมันร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน หลัง ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ เจรจาสงบศึก ทิสโก้คาดราคาน้ำมันร่วงชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90-100 ดอลลาร์ จับตา! Stagflation ครึ่งปีหลัง

15.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันดิบและวิกฤตราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่า ราคาน้ำมันจะย่อตัวแค่ชั่วคราว ก่อนวิ่งกลับสู่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมกับความเสี่ยง Stagflation ที่เพิ่มสูงขึ้น

 

วันนี้ (15 มิถุนายน) ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงแตะ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นไปแตะ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงแรกหลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุด ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่ง ณ​ เวลานั้นราคาน้ำมันอยู่ที่ราว 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

น้ำมันย่อชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90 – 100 ดอลลาร์

 

คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันจะย่อตัวแค่ชั่วคราว ก่อนวิ่งกลับสู่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงไปมาก และอุปทานที่ยังเพิ่มขึ้นไม่ทัน แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือขนส่งสัญจรได้อีกครั้ง

 

“แม้จะมีการเจรจาสงบศึกแล้ว แต่ยังมีหลายคำถามที่สำคัญคือ อุปทานน้ำมันจะกลับออกมาได้เมื่อไร เรือขนส่งต้องใช้เวลาเดินทางกลับเข้าไปรับน้ำมัน ทำให้เกิดคำถามว่าในช่วง 2-3 เดือนถัดจากนี้สต็อกน้ำมันจะเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งสถานการณ์ถัดจากนี้จะมีความขัดแย้งเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ดังนั้นการที่น้ำมันลงมาที่ 80 ดอลลาร์ จึงถือว่าต่ำเกินไป”

 

คมศร ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตสต็อกน้ำมันว่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องดึงสต็อกน้ำมันเก่าออกมาใช้ถึง 15 ล้านบาร์เรลต่อสัปดาห์ ปัจจุบันสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ อยู่ที่ 420 ล้านบาร์เรล หากยังลดลงในอัตรานี้ จะเข้าใกล้จุดวิกฤตที่ต่ำกว่า 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาพุ่งกลับไปแตะ 90-100 ดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

 

3 ปัจจัยเสี่ยง ลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘Stagflation’

 

ในฝั่งของตลาดหุ้นโลก คมศร ระบุว่า ตลาดหุ้นรอบนี้ใช้เวลาฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงต้นสงครามเพียง 16 วัน ถือเป็นการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI ที่ทำให้กำไรของ S&P 500 ขยายตัวถึง 27% สูงสุดนับแต่ปี 2021

 

อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังตลาดจะต้องเผชิญกับ 2 แรงที่ดึงและดันกันอยู่ ระหว่างแรงบวกจาก AI และความเสี่ยงเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง) จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • Oil Shock ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง กัดกร่อนกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • Trade War สงครามการค้าที่จะกลับมาปะทุในเดือนกรกฎาคม จากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมงัดกฎหมายมาตรา 301 มาใช้ขึ้นภาษีประเทศที่ใช้แรงงานบังคับโดยไม่ชอบ
  • การลงทุน AI และป้องกันประเทศ การทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยี AI และการป้องกันประเทศ ผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ บอนด์ยีลด์ทั่วโลกที่พุ่งขึ้น 0.50% – 0.70% สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ถือเป็นความผิดปกติ เพราะโดยหลักการแล้ว เมื่อบอนด์ยีลด์สูงขึ้น หุ้นควรจะเทรดที่ P/E ต่ำลง แต่ปัจจุบันหุ้นกลับเทรดที่ P/E แพงมาก ส่งผลให้ Earning Yield Gap ของสหรัฐฯ ลงมาติดลบ (ผลตอบแทนคาดหวังจากหุ้นต่ำกว่าพันธบัตร) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการปรับฐานของหุ้นบิ๊กเทค

 

“ช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ากลุ่มที่จะกำไรยังโตได้ดีคือเทคโนโลยีและวัสดุพื้นฐาน แต่หุ้นบิ๊กเทคอาจเริ่มมีปัญหาเรื่อง Cash Flow เพราะต้องนำเงินกลับไปลงทุนสูงมาก” คมศรกล่าว

 

ทั้งนี้ กระแสเงินสดของกลุ่มบิ๊กเทคทยอยลดลงจากช่วงพีกที่ 3 แสนล้านดอลลาร์ ลงมาเหลือไม่ถึงครึ่งที่ราว 1 แสนล้านดอลลาร์

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน TISCO แนะนำ ได้แก่

 

1.กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย การถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

 

2.เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง

 

3.ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำระยะยาว โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขัน AI ที่เข้มข้นยังกดดันให้ Hyperscalers ต้องเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ กัดกร่อนกระแสเงินสดอิสระ ทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูง

 

“Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 2564-2565 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้ ขณะที่ผู้ที่ยึดติดกับพอร์ตเดิมอาจเผชิญผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง” คมศรกล่าว

 

หุ้นไทยกลับมา ‘เนื้อหอม’ พ้นยุคหลุมหลบภัย

 

ด้าน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไปได้ดี โดย IMF คาดปีนี้เติบโต 3.1% ปีหน้า 3.2% ถือว่าชะลอตัวไม่มากนัก จากปีก่อนที่เติบโต 3.4% โดยเงินเฟ้อที่ระดับ 3-4% ไม่ได้น่ากังวลนัก ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และ 1.7% ในปีหน้า

 

ความน่าสนใจคือ ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ปีหลังสุด ทำผลงานได้แย่กว่าตลาดโลกมาตลอด แต่ปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาบวกได้ถึง 26% ทิ้งห่างหุ้นโลกที่โตเพียง 9%

 

หลายคนตั้งคำถามว่า ดัชนี SET ที่ระดับ 1,600 จุด แพงไปหรือยัง?

 

ไพบูลย์ อธิบายว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าดัชนีถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นแรง หากถอด DELTA ออกไป SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,449 จุด และจะมีค่า P/E ลดลงจาก 16 เท่า เหลือเพียง 12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 14-15 เท่า

 

“วันนี้หุ้นไทยกำลังเนื้อหอม เพราะใช้เศรษฐกิจมานำ มาตรวัดต่างๆ ชี้ว่าหุ้นไทยไม่ได้แพง กำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท ในปี 2025 หลังจากที่หดตัวมา 3 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาล ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และกองทุนลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่อย่าง TISA ที่คาดว่าจะออกได้ในปีนี้ จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้หุ้นไทยไปต่อได้ในครึ่งปีหลัง” ไพบูลย์กล่าว

 

จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แต่เทรนด์ขาขึ้นยังมาไม่ถึง หนุนทองคำฟื้นตัว

 

ทิสโก้ประเมินว่า เทรนด์ดอกเบี้ยขาลงน่าจะจบแล้ว และเข้าสู่ Policy Rate Divergence โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) และธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.X อาจจะคงดอกเบี้ยยาวตลอดทั้งปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

 

โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วที่ 4.2% แต่เชื่อว่าจะไม่กลับไปสู่ระดับ 2% ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะไม่ลดลงไปต่ำกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ การที่เฟดมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait and See) และไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มองว่าราคาทองคำน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ภาพ: FOTOGRIN / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories