×

SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle

15.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM

บลจ.กรุงไทย (KTAM) กางแผนครึ่งปีหลังพร้อมรับมือ Asset Class ผันผวนรุนแรง ชี้เป้าเทรนด์ ‘AI Supercycle’ และ ‘หุ้นญี่ปุ่น’ ยังเป็นโอกาสหลัก พร้อมเปิด performance หุ้นไทย โชว์ฟอร์มเจ๋ง บวก 26% แซงหน้าหุ้นโลก เดินหน้าร่วมมือธนาคารกรุงไทยส่งนวัตกรรม ‘USD Onshore’ และกองทุนระบบ ‘Tokenized Security’ ให้บริการ

 

ท่ามกลางสภาวะตลาดการเงินโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ยังคงมองเห็นโอกาสการลงทุนในหลายสินทรัพย์สำคัญ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง รวมถึงธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง Supercycle รอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก

 

ในการเปิดเผยวิสัยทัศน์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ผู้บริหารและทีมกลยุทธ์ของ KTAM ระบุว่า บริษัทสามารถผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาทได้สำเร็จ พร้อมวางเป้าหมายขยายสู่ระดับ 1.1 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี ผ่านการพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์การลงทุนและนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่

 

หุ้นไทยกลับมาโดดเด่น ผลตอบแทนแซงตลาดโลก

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ KTAM ให้ความสนใจคือการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย โดยข้อมูลระบุว่า SET Index ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% สูงกว่าดัชนีหุ้นโลก (ACWI) ราว 14% สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังจากตลาดเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องหลายปี

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 1

 

แรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หรือ Earning Surprise สูงถึง 67% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดของเอเชีย ส่งผลให้ตลาดเริ่มเห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้กำไรของบริษัทจดทะเบียนถูกปรับลดลงมาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของปี 2570 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 103 บาทต่อหุ้น และหากกำไรเติบโตได้ตามเป้าหมายดังกล่าว KTAM ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสขยับขึ้นสู่บริเวณ 1,650 จุดภายใต้ระดับ Historical PE ที่ 16 เท่า ขณะที่กรณีที่ตลาดให้มูลค่าสูงขึ้นจนเกิดภาวะ PE Expansion ไปสู่ระดับ 17-18 เท่า ดัชนีอาจมีโอกาสแตะระดับ 1,750 จุดได้

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดไทย ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center Infrastructure กลุ่ม ICT โรงไฟฟ้า และพลังงาน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ในระยะยาว

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 2

 

โลกการลงทุนเปลี่ยนจากจับตา Fed สู่การแข่งขันด้าน AI

 

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย หรือ KTAM พร้อมทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจ (CIO) มองว่า นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าความผันผวนระยะสั้นของตลาด เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็วทำให้ตลาดตอบสนองต่อข่าวในลักษณะระยะสั้นมากขึ้น

 

สำหรับสหรัฐอเมริกา KTAM ประเมินว่าความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียนและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปจนถึงสิ้นปี 2569

 

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากเดิมที่อยู่ในระดับประมาณ 600,000-700,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันขยับขึ้นสู่ราว 750,000 ล้านดอลลาร์ และอาจแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก

 

ญี่ปุ่นเด่น จีนยังเร่งเครื่อง ยุโรปเผชิญแรงกดดัน

 

KTAM มองว่ายุโรปเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation มากที่สุด เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและน้ำมันดิบ ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักอย่างเยอรมนียังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

 

ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับมุมมองเชิงบวก จากสัญญาณการหลุดพ้นภาวะเงินฝืด การปรับขึ้นค่าจ้าง การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ และการเริ่มเข้าสู่รอบดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับการปฏิรูปภาคธุรกิจที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์หรือ ROA

 

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีต้นน้ำที่มีลักษณะใกล้เคียงผู้เล่นกึ่งผูกขาด ทำให้ยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากกระแส AI

 

ส่วนจีน แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการบริโภค แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อผลักดันอัตราการเติบโตให้อยู่ในกรอบ 4.5-5.0% ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น

 

KTAM ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย KTAM ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.9% โดยได้รับแรงหนุนจากภาคส่งออกที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

แม้ภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น

 

ในด้านนโยบายการเงิน KTAM คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์สหรัฐที่อาจอ่อนค่าลง โดยมองกรอบค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ประมาณ 31.75-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

แนะพอร์ตสมดุล รับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง

 

ภายใต้สภาวะที่สินทรัพย์ทั่วโลกมีการหมุนเวียนและเปลี่ยนผู้นำตลาดอย่างรวดเร็ว KTAM ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Balanced Portfolio หรือการจัดพอร์ตแบบสมดุล เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 3

 

กองทุนหลักที่ถูกวางให้เป็นแกนกลางของพอร์ตคือกลุ่ม KTWC Series ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Fidelity และทีม KTB CIO โดยครอบคลุมตั้งแต่กองทุนที่เน้นการเติบโตอย่าง KTWC-GROWTH ไปจนถึงกองทุนที่เน้นสร้างรายได้และรักษาเสถียรภาพอย่าง KTWC-INCOME และ KTWC-DEFENSIVE

 

ชู AI และญี่ปุ่น เป็นธีมลงทุนเด่นครึ่งปีหลัง

 

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ KTAM ยังคงให้น้ำหนักกับธีม AI Supercycle และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

 

กองทุน KT-WTAI เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์

 

ขณะที่ KT-JAPANALL มุ่งลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นที่มีมูลค่าน่าสนใจและได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปภาคธุรกิจ ส่วน KT-ASIAG เน้นคัดเลือกบริษัทเติบโตคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียเหนือ โดยลดน้ำหนักการลงทุนในอินเดีย เนื่องจากมองว่าความได้เปรียบด้านแรงงานต้นทุนต่ำเริ่มถูกท้าทายจากการเข้ามาของ AI

 

คัดหุ้นไทยเชิงรุก เน้นสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสจากตลาดหุ้นไทย KTAM แนะนำกองทุน KTEF ซึ่งเป็นกองทุนบริหารเชิงรุก (Active Fund) ที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ตามภาวะตลาด

 

ขณะที่ KT-HiDiv มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นปันผลสูงที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน โดยกองทุน KT-HiDiv RMF ยังได้รับรางวัล Morningstar Awards ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อนในช่วงปี 2567-2569

 

เปิดทางสู่ยุคใหม่ของกองทุนไทยด้วย USD Onshore และ Tokenization

 

นอกจากกลยุทธ์การลงทุนแล้ว KTAM ยังเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ผ่านความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ภายใต้แนวคิด One Krungthai เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนของลูกค้า

 

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ USD Onshore Ecosystem ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถถือครองเงินดอลลาร์ภายในประเทศและรับผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดอลลาร์ราว 3.7% พร้อมสภาพคล่องรายวัน

 

อีกโครงการคือการพัฒนา Tokenized Security หรือการแปลงหน่วยลงทุนให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนระบบของธนาคาร โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นกองทุนรวมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.

 

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายลดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการขายคืนกองทุนต่างประเทศที่ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ T+5 ให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยคาดว่าจะเริ่มทดลองระบบกับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำในกลุ่ม Money Market ภายในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก KTAM มองว่าการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล ควบคู่กับการลงทุนในเมกะเทรนด์ระยะยาวอย่าง AI และการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จะยังเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลตอบแทนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories