×

ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL]

โดย THE STANDARD TEAM
15.06.2026
  • LOADING...
ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ "ถอดสมการปฏิรูปกฎหมายไทย ให้พร้อมรับโลกหลายขั้วอำนาจและยุค AI" และโลโก้ OCS กับ THE STANDARD

โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ‘กฎหมาย’ ในโลกยุคใหม่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ’

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 (OCS Symposium 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ ระดมผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย มาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ด้านกฎหมายของแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันปฏิรูปกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายให้เท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

หัวข้อเสวนาถูกร้อยเรียงประเด็นระดับมหภาคที่ส่งผลต่ออนาคต ไปจนถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบันทางกฎหมายและการปรับตัวในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจ เทคโนโลยีพลิกทุกโครงสร้าง แล้วกฎหมายของไทยพร้อมแค่ไหน?

 

นี่คือสรุปเนื้อหาเจาะลึกจากงาน OCS Symposium 2026 ตั้งแต่บทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ โมเดลการทำงานที่สามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนาระบบกฎหมายไทยให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนกฎหมายจากเครื่องมือควบคุมให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กฎหมายไทยรับมือกับความไม่แน่นอนของระเบียบโลกได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

พลิกโฉมกฎหมายไทยจากเครื่องมือควบคุมสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

จินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเวทีพร้อมฉายภาพสถานการณ์โลกตอนนี้ อยู่ท่ามกลางห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนคลื่นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังใหม่ที่ภาคส่วนต่างๆ มีต่อการทำงานของภาครัฐและระบบราชการ

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายของทุกประเทศ ในสภาวะที่โลกมีความซับซ้อนเช่นนี้ กฎหมายจะทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือในการควบคุมหรือบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้อีกต่อไป แต่กฎหมายต้องทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศ ต้องสามารถตอบสนองต่อความไม่แน่นอนได้อย่างรวดเร็ว มีหลักการ และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กฎหมายต้องไม่เป็นภาระที่ฉุดรั้งนวัตกรรม การลงทุน หรือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

 

“ด้วยโจทย์ที่ท้าทายและบริบทโลกที่เปลี่ยนไป บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะหน่วยงานกลางด้านกฎหมายของประเทศ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม แต่ยังครอบคลุมถึงความรับผิดชอบที่กว้างขึ้นในการพัฒนากฎหมายที่มีคุณภาพสูง เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี และเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล”

 

สำหรับงานสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำมาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่ 3 ประการ

 

  • เพื่อเป็นเวทีให้ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลากหลายภาคส่วน ได้มาร่วมกันขบคิดและพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโลกกำลังส่งผลกระทบต่อกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับตัวของประเทศ และบทบาทของมหาอำนาจในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
  • เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากฎหมายและกระบวนการออกกฎหมายที่พร้อมรับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงแนวคิดอย่าง Regulatory Sandbox พื้นที่ทดลองกฎระเบียบที่นำมาปรับใช้ในภาครัฐ การนำฐานข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายและกฎระเบียบ ตลอดจนการออกแบบระบบกฎหมายที่มีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
  • เพื่อเป็นเวทีในการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายในภาพรวม ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของนักกฎหมายหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะกฎหมายที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ หลักฐาน ประสบการณ์ และการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อเปลี่ยนให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างโอกาสใหม่ๆ ช่วยลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถโดยรวมของประเทศ

 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของกฎหมายไทย ในการหาคำตอบร่วมกันว่า เราจะร่วมกันออกแบบกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง โดยที่ยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม ความยุติธรรม และผลประโยชน์สาธารณะ สำคัญที่สุดคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ระบบกฎหมายของไทยจะทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะป้องกันและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” จินตพันธุ์ กล่าว

 

และเพื่อให้การกำหนดอนาคตของกฎหมายไทยและร่วมกันออกแบบกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงได้จริง จำเป็นต้องปรับแนวคิดการมองกฎหมายให้กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ของประเทศ

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

ปฏิรูปกฎหมายสู่กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

 

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหัวข้อ ‘How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power’ ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้วางนโยบายจากทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันในการมองหาทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

 

“สิ่งเหล่านี้ทำให้กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ต้องทำหน้าที่เป็น ‘กลยุทธ์’ สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ”

 

วีระพงษ์ เล่าว่าในงานประชุม ADB Trade Forum ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ริชาร์ด บอลด์วิน (Richard Baldwin) นักเศรษฐศาสตร์และผู้นำทางการค้าระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอน ระบบที่เคยรองรับการค้าโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งในปัจจุบัน

 

ซึ่งในอดีต ประเทศมหาอำนาจมักใช้ข้อได้เปรียบต่างๆ มาเป็นเครื่องมือกดดันประเทศอื่นๆ แต่ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา มหาอำนาจเหล่านี้ได้ลดบทบาทลง และหันมาช่วยผลักดันระบบต่างๆ ให้มีพื้นฐานที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศขนาดกลางหรือประเทศเล็กๆ ได้มีบทบาทมากขึ้น

 

“จะเห็นว่าหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย สามารถเปลี่ยนผ่านกลายเป็นประเทศที่มีรายได้มากขึ้นและมีบทบาทสำคัญเวทีโลก สะท้อนชัดว่าระบบโลกตอนนี้กลายเป็น ‘Hyper-globalization’ ที่ภาคการผลิตมีการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

 

แต่ทว่า การขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำเพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจ ได้ส่งผลกระทบให้ประชากรในประเทศพัฒนาแล้วบางส่วนต้องตกงาน และนำไปสู่ชนวนความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา ในขณะที่จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุที่สำคัญ หรือว่ารถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

 

ประเทศผู้นำหลักของโลกเริ่มนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้เป็นอาวุธและเครื่องมือในการต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าก็ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี และการนำมาตรการปกป้องทางการค้าต่างๆ มาใช้อย่างที่ไม่มีมาก่อน

 

“โลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ (Multipolar) การรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงและมิติอื่นๆ นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกใหม่”

 

วีระพงษ์ มองว่าหากประเทศไทยอยากที่จะมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับ 3 ยุทธศาสตร์นี้

 

  • การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ลดการพึ่งพาคู่ค้ารายเดียวและกระจายความเสี่ยง รัฐบาลจึงเร่งเจรจา FTA (Free Trade Agreement) กับหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับไทย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยบรรลุข้อตกลง FTA กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ศรีลังกา และสิงคโปร์ รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) เพื่อร่วมสร้างมาตรฐานการค้าดิจิทัล และปัจจุบันกำลังเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ควบคู่ไปกับการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และแคนาดา
  • การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ในมุมมองการค้า ข้อตกลง FTA จะให้ประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายที่เข้มแข็งรองรับ มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจน ซึ่งกฎระเบียบที่ได้รับการปฏิรูปนี้จะเป็นแรงจูงใจและเป็นตัวเร่งให้บริษัทไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานโลก
  • การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เป้าหมายคือ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของไทยมีความยืดหยุ่นสูง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และทำให้ไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมโลก

 

“สำหรับผม Thai-EU FTA คือตัวเร่งปฏิกิริยาในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของไทย เปลี่ยนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลก จุดยืนของไทยในวันนี้ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ตาม แต่เราต้องการเป็น “ผู้ร่วมสร้างมาตรฐาน” ไปพร้อมกับสหภาพยุโรป เพื่อปฏิรูปโครงสร้างภายในประเทศให้สอดคล้องกับบริบทโลก”

 

สำหรับการเจรจา Thai-EU FTA แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องกฎระเบียบ สินค้าเกษตร พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การค้าดิจิทัล ไปจนถึงยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม โดยออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของกฎระเบียบในทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

 

“โลกเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเพื่อที่จะมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทย เราจะก้าวไปสู่การเป็นผู้สร้างพันธมิตร เป็นนักปฏิรูป และเป็นผู้สร้างมาตรฐาน แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีกฎระเบียบที่เข้มแข็งและทันสมัย ที่จะช่วยให้เราก้าวหน้าไปพร้อมกัน” วีระพงษ์ กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

จากข้อสังเกตที่ว่าผู้วางนโยบายจากทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันในการมองหาทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ‘กฎหมาย’ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในเวลาที่โลกกำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง

 

การแลกเปลี่ยนแนวทางการกำหนดข้อกฎหมายของฝรั่งเศส เกาหลี และไทยในเวทีเสวนา ‘Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt’ อาจนำมาซึ่งกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการใช้กฎหมายรับมือ

 

นิติบัญญัติบนทางแพร่งแห่งความไม่แน่นอน

 

เมื่อกฎหมายต้องวิ่งตามโลกที่หมุนเร็วและคาดเดาไม่ได้ สถาบันกฎหมายจากฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และไทยจะมีกลยุทธ์อะไรในการรับมือกับโจทย์ใหม่ของยุคสมัย Gilles PELLISSIER คณะกรรมการกฤษฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศส ฉายภาพให้เห็นการทำงานของสภาแห่งรัฐฝรั่งเศส (French Council of State หรือ Conseil d’État) หน่วยงานระดับสูงของรัฐบาล จะทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘ที่ปรึกษากฎหมาย’ ให้แก่ฝ่ายบริหาร และเป็น ‘ศาลปกครองสูงสุด’ ซึ่งคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลปกครองสูงสุดรวมกันในบริบทของประเทศไทย

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

บทบาทของ ‘ที่ปรึกษากฎหมาย’ คือการให้คำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับการร่างกฎหมายรวมถึงกฎกระทรวงต่างๆ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พร้อมออกรายงานประจำปี ซึ่งถือเป็นการทบทวนนโยบายภาครัฐในภาพรวมเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับตัวให้เท่าทันโลก โดยหัวข้อจะเปลี่ยนไปตามบริบทที่สังคมกำลังให้ความสำคัญ

 

เช่น ปี 2023 เน้นศึกษาเรื่องผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อวิถีชีวิตและข้อกฎหมาย ขณะที่ในปีถัดมา หยิบยกเรื่องนโยบายการตั้งรับปรับตัวในระยะยาวของภาครัฐควบคู่ไปกับอำนาจอธิปไตยขึ้น

 

ขณะที่บทบาทของ ‘ศาลปกครองสูงสุด’ จะทำหน้าที่ตรวจสอบ ชี้ขาดความถูกต้องของการปฏิบัติงานภาครัฐทั้งหมดด้วยกฎหมายและควบคุมระบบศาลปกครองทั่วประเทศให้เป็นธรรม

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

ด้าน Kangwook Yoon, Director General กระทรวงร่างกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี (Ministry of Government Legislation: MOLEG) พาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ MOLEG (โมเล็ก) หลังจากเกาหลีใต้ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1945 ยังไม่มีสถาบันหลักทางการเมือง ไม่มีตัวบทกฎหมาย และไม่มีรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเสาหลักในการปกครองประเทศ

 

จนกระทั่งปี 1948 ได้มีการร่างกฎหมายสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารบ้านเมืองและการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีในชั้นศาล กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา

 

บทบาทหลักของโมเล็ก คือการร่างและกลั่นกรองกฎหมาย ปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้มีกฎหมายบังคับใช้อยู่กว่า 2,000 ฉบับ ส่งผลให้ในแต่ละปีโมเล็กต้องบริหารจัดการและตรวจพิจารณาการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

 

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือตีความกฎหมายปกครอง แม้ขอบเขตอำนาจในส่วนนี้ของกระทรวงจะค่อนข้างจำกัดและสามารถดำเนินการได้เพียงบางส่วน แต่ก็ถือเป็นกลไกการบริหารที่สำคัญในการสร้างความชัดเจนและลดความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการทางศาล

 

“วันนี้ โมเล็กมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในส่วนของการบริหารจัดการ โดยรัฐมนตรีคนใหม่ได้ประกาศนโยบายที่ให้ความสำคัญไปที่การปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจากโครงสร้างและฐานรากทางกฎหมายส่วนใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบันถูกตราขึ้นจากบริบทสังคมในยุคทศวรรษ 1940 และ 1950 เป็นหลัก แม้ที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอยู่เป็นระยะ แต่กฎหมายเหล่านี้เริ่มไม่สอดรับกับโลกปัจจุบัน จึงต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ระบบกฎหมายของประเทศมีความยืดหยุ่นและทันสมัย” Kangwook Yoon กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

สำหรับ ‘สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา’ กาญจนาภรณ์ อินทปันตี เลิศลอย ผู้อำนวยการกองกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นเสาหลักเรื่องกฎหมายของประเทศ ภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะด้านกฎหมายแก่หน่วยงานภาครัฐต่างๆ รวมถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ในการ ‘ร่างกฎหมาย’ กลั่นกรอง ตรวจพิจารณา และจัดทำตัวบทกฎหมายเพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศ รวมไปถึงสนับสนุนและผลักดันให้เกิดแนวปฏิบัติในการกำกับดูแลที่ดีขึ้นในระบบราชการไทย

 

“ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ทั่วโลก เราจึงปรับบทบาทก้าวเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับประเทศต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรทางกฎหมายของเรา เช่นความร่วมมือครั้งสำคัญที่เราได้ทำร่วมกับกระทรวงนิติบัญญัติภาครัฐของเกาหลีใต้ในการจัดงานสัมมนาร่วมกันเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

คำถามสำคัญคือทุกประเทศยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการปฏิรูปกฎหมาย จะสร้างสมดุลระหว่างความเร็ว คุณภาพ และความยุติธรรม เพื่อให้กฎหมายทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างไร

 

Gilles PELLISSIER บอกว่า สภาแห่งรัฐฝรั่งเศสกำลังรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ เห็นได้จากคำร้องขอคำปรึกษาด้านนโยบายและกฎหมายสาธารณะของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น ทุกเรื่องล้วนมีความซับซ้อน และยังต้องเจอกับแรงกดดันด้านเวลา

 

“ช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ฝรั่งเศสเกิดวิกฤตคดีล้นศาลขยายวงกว้างไปในทุกเขตอำนาจศาล ศาลปกครองชั้นต้นต้องแบกรับคดีสูงกว่า 200,000 คดีต่อปี ด้านศาลอุทธรณ์ต้องเผชิญกับภาระงานที่หนักไม่แพ้กัน และสภาแห่งรัฐฝรั่งเศสก็มีคดีความและคำร้องขอความเห็นทางกฎหมายเข้ามามากกว่า 10,000 คดีต่อปี นี่คือความท้าทายในการหาข้อยุติโดยที่ยังต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพสูงสุดในการให้ความเห็นทางกฎหมาย”

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือเรื่องของ ‘ข้อจำกัดด้านงบประมาณ’ Gilles PELLISSIER บอกว่าได้มีการปรับการทำงานในเชิงรุก เช่น กระบวนการพิจารณาคดีในเขตอำนาจศาล ปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวและเกี่ยวพันกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน มีการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนแล้วนำกระบวนการพิเศษสำหรับกรณีเร่งด่วนมาปรับใช้แทน เพื่อให้ศาลสามารถออกคำพิพากษาและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างทันท่วงที

 

“ความท้าทายที่แท้จริงคือการส่งมอบประโยชน์สูงสุดและคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน ฝรั่งเศสเองก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อข้อกฎหมายเช่นกัน สิ่งที่สถาบันกฎหมายต้องทำในเวลานี้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่ากฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และพร้อมที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของทุกคนอย่างเท่าเทียม” Gilles PELLISSIER กล่าว

 

ด้านเกาหลีใต้ วิกฤตปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสี่อย่างอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่พักอาศัย ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค คมนาคม และถนนหนทางต่างๆ

 

“ตอนนี้เกาหลีใต้เข้าสู่ภาวะประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะพยายามทำทุกวิถีทางและนำนโยบายมาใช้เพื่อเพิ่มจำนวนประชากร แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จเท่าที่ควร MOLEG จึงต้องเร่งร่างกฎหมายใหม่ๆ และแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายเดิมโดยทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก่อนจะส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ประธานาธิบดีลงนาม และนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อประกาศใช้ต่อไป” Kangwook Yoon กล่าว

 

หันกลับมามองประเทศไทยก็กำลังติดหล่มความท้าทายเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องสังคมสูงวัย รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในภาครัฐโดยเฉพาะในกระบวนการออกกฎหมาย ที่ยึดติดกับขั้นตอนเดิมๆ ทำให้มีความล่าช้า ไม่ยืดหยุ่น และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์โลก

 

กาญจนาภรณ์มองว่า การตรากฎหมายในอดีตนักกฎหมายพยายามสร้างความแน่นอนและชัดเจน เพื่อให้สามารถมองเห็นและเข้าใจปัญหาในทุกๆ ขั้นตอนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ปัจจุบันความไม่แน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่สถาบันกฎหมายต้องทำคือการหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างเท่าทัน

 

“กระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย หรือ RIA การรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ตลอดจนการพิจารณารับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับกฎหมายให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความเชื่อมั่น’

 

นั่นเป็นเหตุผลที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามักจะตั้งคำถามเพื่อกำหนดทิศทางว่า “ปัญหาที่แท้จริงที่กำลังเผชิญอยู่คืออะไร และเราต้องการผลลัพธ์อะไรจากการร่างหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้” เพราะในความเป็นจริงหากไม่สามารถทำความเข้าใจและแยกปัญหาได้อย่างชัดเจน กฎหมายก็อาจแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

จากโจทย์ปัญหาและความท้าทายของทั้งสามประเทศที่แม้จะความคล้ายกันในหลายมิติ แต่ก็มีทางออกในการรับมือจนกลายเป็นโมเดลที่ต่างกัน

 

โมเดลฝรั่งเศส: การหลอมรวมบทบาทที่ปรึกษารัฐและศาลปกครองสูงสุด

 

สภาแห่งรัฐฝรั่งเศสได้หลอมรวมหน้าที่ของการเป็นศาลปกครองสูงสุดและเป็นสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ ซึ่งมีความเชื่อมโยงและส่งผลดีซึ่งกันและกัน ในแง่หนึ่ง ผู้พิพากษาศาลปกครองจะมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะและดูแลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่สมาชิกของสภาแห่งรัฐได้สลับบทบาททำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้พิพากษา ทำให้พวกเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐและมองเห็นกฎหมายในหลากหลายแง่มุม

 

อย่างไรก็ดี Gilles PELLISSIER มองว่าโมเดลนี้ก็เผชิญกับความท้าทายในเรื่องของการรักษาความเป็นอิสระและความเป็นกลาง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดข้อกังขาว่าผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐจะตัดสินคดีอย่างเป็นธรรมได้หรือไม่ ฝรั่งเศสจึงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการแยกโครงสร้างภายในอย่างเด็ดขาด โดยสมาชิกที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดีหรือการตัดสินในศาลอย่างสิ้นเชิง

 

โดยเฉพาะปัจจุบัน ประชาชนพึ่งพาศาลปกครองเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในประเด็นนโยบายสาธารณะมากขึ้น ผู้พิพากษาจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาจุดสมดุลที่จะไม่ก้าวล้ำหน้าที่ของนักการเมือง เช่น ประเด็นเรื่องคุณภาพชีวิตและสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเข้าถึงบริการสาธารณะหรือการรักษาพยาบาล ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลจึงเลือกที่จะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและสะท้อนปัญหาผ่านรายงานประจำปีแทนการไปกำหนดกรอบนโยบายโดยตรง ซึ่งปัญหาลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

โมเดลเกาหลีใต้: การผสานรอยร้าวระหว่างกระทรวงด้วยการตีความกฎหมาย

 

กระบวนการทางกฎหมายปกครองของเกาหลีใต้ในยุคแรกเคยเผชิญอุปสรรคเรื่องระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงในการฟ้องร้อง ประชาชนจึงมักจะมาหา MOLEG เพื่อขอคำปรึกษาและให้ช่วยประสานงานส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน แม้ว่าในปัจจุบันหน้าที่ดังกล่าวจะถูกโอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่นแล้วและ MOLEG ได้เปลี่ยนมาเน้นหนักในเรื่องการตีความทางกฎหมายเป็นหลัก แต่บทบาทในการเป็นผู้ประสานงานและยุติข้อขัดแย้งระหว่างกระทรวงก็ยังคงมีความเข้มข้น

 

เมื่อเกิดประเด็นความเห็นต่างในการตีความกฎหมายระหว่างหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงเกษตรมีความสงสัยในข้อกฎหมายของตนเอง MOLEG จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหาข้อยุติ โดยความน่าสนใจของระบบเกาหลีใต้คือการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน มาร่วมพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องก่อนส่งกลับให้กระทรวงต้นเรื่องนำไปปฏิบัติ

 

“ในบางกรณี ปัจจัยด้านงบประมาณของภาครัฐอาจทำให้การปฏิบัติตามแนวทางการตีความนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและไม่สามารถทำได้ทันที แต่นี่คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของรัฐดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและลดความขัดแย้งเชิงนโยบายลงได้” Kangwook Yoon กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

กฤษฎีกาไทยกับการก้าวสู่เครือข่ายสากลและการเตรียมพร้อมสู่อนาคต

 

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกระดับการทำงานผ่านกองกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงนาม MOU ร่วมกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการริเริ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาคระหว่างหน่วยงานกฎหมายของหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม กัมพูชา อุซเบกิสถาน และมองโกเลีย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันในภูมิภาค ความร่วมมือระดับสากลเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทย แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ในอนาคต

 

จะเห็นว่าหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสถาบันกฎหมายท่ามกลางยุคแห่งความไม่แน่นอนนี้ ต้องยึดมั่นแกนหลักสำคัญคือพื้นฐานในการรักษาความยุติธรรมและสิทธิ์ของประชาชน การปรับตัวให้เท่ากับเทคโนโลยีเพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น AI มาใช้ดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และสุดท้ายคือการรักษาความเชื่อมั่นของภาคประชาชน

 

เพราะไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ความโปร่งใส ความพร้อมในการปรับตัว และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบกฎหมายจะเป็นเกราะป้องกันและเป็นกลไกที่นำพาสังคมก้าวผ่านวิกฤต

 

งาน OCS Symposium 2026 ได้ฉายภาพให้เห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นผู้ตรวจร่างกฎหมาย สู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศทางกฎหมายที่ยืดหยุ่น ทันสมัย เพราะกฎหมายที่เท่าทันโลกจะเป็นเครื่องมือที่พาประเทศไทยให้สามารถ “พร้อมรับ พร้อมปรับ และพร้อมนำ” เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories