เจ้าหน้าที่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ยืนยันเมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน) ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแหล่งกำเนิดของการก่อตัวอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตอนตะวันออกใกล้กับเส้นศูนย์สูตร
โดยเกิดจากการที่กระแสลมที่พัดพาน้ำอุ่นไปทางตะวันตกมีกำลังอ่อนลงหรือเปลี่ยนทิศทาง ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวอุ่นขึ้นกว่าระดับปกติ
เอลนีโญเป็นตัวเร่งให้เกิด ‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ โดยแต่ละพื้นที่จะได้รับผลกระทบต่างกัน เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ รวมถึงป่าแอมะซอน มักจะเผชิญกับความแห้งแล้งและคลื่นความร้อน ในทางกลับกันพื้นที่อย่างตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียกลางตอนใต้ และชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ อาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวว่า บางพื้นที่ เช่น ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับ ‘สภาพอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว’ (Weather Whiplash) โดยจะเปลี่ยนจากภัยแล้งขั้นรุนแรง ไปเป็นฝนตกหนักในระดับที่เป็นอันตราย
ทำไมเอลนีโญครั้งนี้ถึงมีแนวโน้มรุนแรง
นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจมีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ
โดยปกติเอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส แต่ปรากฏการณ์ครั้งนี้ถูกคาดหมายว่าจะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จนได้รับฉายาว่า ‘Godzilla’ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากและเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นผิดปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส
สำหรับช่วงเวลาที่จะส่งผลกระทบและทวีความรุนแรงนั้น โดยปกติเอลนีโญมักจะก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูร้อน และจะไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือต้นฤดูหนาว ก่อนจะค่อยๆ อ่อนกำลังลงในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป แต่สำหรับเอลนีโญในครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์บางส่วนคาดการณ์ว่าอาจขึ้นสู่จุดสูงสุดเร็วกว่าปกติ 1-2 เดือน เนื่องจากพบสัญญาณการก่อตัวที่แข็งแกร่งมากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์เอลนีโญมักจะกินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน 9 ถึง 12 เดือน โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าช่วงฤดูกาลปี 2026-2027 อาจเป็นช่วงที่โลกต้องเผชิญกับเอลนีโญที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และผลกระทบตกค้าง (Lagging Effects) จากความรุนแรงในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว อาจเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็น ‘ปีที่ร้อนที่สุด’ เท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติโลก
ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้คือ ‘สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ (Urgent Climate Warning) ยิ่งโลกร้อนขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
การรับมือและการเตรียมความพร้อม ควรทำอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เครื่องมือที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่กำลังร้อนขึ้นคือ การพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญล่วงหน้า การติดตามข้อมูลขั้นสูงและการทำความเข้าใจรูปแบบของเอลนีโญที่ดีขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานด้านสภาพอากาศสามารถพยากรณ์และเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประชาชนในแต่ละพื้นที่ควรประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมตามลักษณะพื้นที่ที่อยู่อาศัย รวมถึงเตรียมวางแผนด้านค่าใช้จ่ายและอาหารอย่างรัดกุม หากปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ปริมาณการผลิตอาหารในหลายประเทศลดลง สินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการปรับราคาสูงขึ้น
สำหรับพื้นที่ที่หวังพึ่งพาปริมาณฝนจากเอลนีโญ เพื่อฟื้นฟูวิกฤตภัยแล้ง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แหล่งน้ำที่แห้งขอดจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ด้วยฤดูฝนเพียงฤดูเดียว นอกจากนี้การที่ฝนจะตกหนักมากพอจนสามารถลบล้างภาวะภัยแล้งได้ทั้งหมดนั้น มักจะตามมาด้วยผลกระทบจากการเกิดน้ำท่วมขัง ความเสียหายทางทรัพย์สิน และความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิต
แม้จะไม่สามารถหยุดเอลนีโญได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า เอลนีโญมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก การเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน จึงเป็นสิ่งที่อาจมีส่วนช่วยบรรเทาความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วในระยะยาวได้ไม่มากก็น้อย
แฟ้มภาพ: Andri wahyudi / Shutterstock
อ้างอิง:


