อุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ไทยกำลังเดินเข้าสู่ทางแพร่งสำคัญ เมื่อใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ที่จะถึงนี้ และยังไม่ปรากฏความกระจ่างในท่าทีของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทิ้งเป็นคำถามให้คนในวงการต้องเคว้งคว้าง
ประเด็นสำคัญ
สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ได้ส่งสัญญาณเตือนผ่านเพจ Suthichai Live ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์คลุมเครือเช่นนี้ต่อไป วงการโทรทัศน์ไทยอาจเผชิญภาวะ ‘ล่มสลายอย่างช้าๆ’ หรือ Slow Collapse จนกระทั่งถึงจุดที่เป็นเพียง ‘ซอมบี้ทางข้อมูลข่าวสาร’
“Slow Collapse น่ากลัวกว่าการล่มสลายแบบปกติ เพราะไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน ไม่มีใครบอกได้ว่านาฬิกาถอยหลังจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่ระบบจะค่อย ๆ สึกกร่อนจนพังลงต่อหน้า โดยที่อาจไม่มีใครทำอะไรได้ทัน” สุทธิชัยกล่าว
เขาระบุว่า ปัญหาทีวีดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องความอยู่รอดของนายทุนเจ้าของสถานี แต่หน้าจอทีวีคือ ‘พื้นที่สาธารณะ’ และสื่อกระแสหลักที่ประชาชนพึ่งพาได้ (Trusted Media)
ท่ามกลางยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ได้ถูกคัดกรอง ขาดจรรยาบรรณวิชาชีพ หาก กสทช. ไม่เร่งทำโรดแมปให้ชัดเจน จะเกิดวิกฤตที่นักลงทุนไม่กล้าเดินต่อ และคนทำสื่อขาดทิศทาง ซึ่งจะสะเทือนถึงบทบาทของสื่อในฐานะสถาบันทางสังคม
สุทธิชัยหยิบยกรายงานการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนำเสนอในเวทีเสวนา ‘ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน’
ผลการศึกษาสะท้อนออกมาเป็น 4 ฉากทัศน์ ที่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจะได้เห็นในหน้าจอแห่งอนาคต และไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการ หรือมีสถานะเป็นผู้บริโภค ก็ควรจะรับรู้ไว้ เพราะจุดตัดนี้กำลังจะพลิกโฉมภูมิทัศน์สื่อไทยในทศวรรษข้างหน้าอย่างไม่หวนกลับ
1. ฉากทัศน์แรก: มีโอกาสถึง 75% ที่จะ Slow Collapse
ผลวิจัยจาก มศว ชี้ว่า หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม วงการโทรทัศน์ไทยมีโอกาสสูงถึง 75% ที่จะเผชิญกับภาวะ ‘Slow Collapse’ หรือการล่มสลายอย่างช้าๆ
ภาพที่เราจะเห็น ไม่ใช่การจอดำปิดตัวพร้อมกันในวันเดียว แต่คือการถูกกัดกร่อนจากภายใน ทั้งรายได้ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ
ช่องทีวีจะเหลือเพียง 10-12 ช่อง เม็ดเงินจะไหลไปแพลตฟอร์ม OTT รายการคุณภาพ สาระ หรือรายการเด็กที่ต้นทุนสูงจะหายไป สิ่งที่มาแทนคือข่าวดราม่าเรียกเรตติ้ง และรายการขายอาหารเสริม-ยาสามัญ ที่เจาะกลุ่มผู้สูงอายุและคนต่างจังหวัด
เมื่อรายการคุณภาพลดลง ประชาชนจะรับข้อมูลเฉพาะด้านที่ตนเองเชื่อ ขาดกลไกการตรวจสอบข่าวสารในยามวิกฤต หรือเข้าสู่ภาวะ Echo Chamber
2. ฉากทัศน์ที่สอง: เหลือแค่ผู้ปรับตัวที่จะรอด
อาจเหลือผู้เล่นตัวจริงบนกระดานเพียไม่กี่ช่องเท่านั้น คนที่จะรอดคือคนที่สร้างมูลค่าที่ Netflix, YouTube หรือ TikTok ทำไม่ได้ โดยต้องหันไปสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของตัวเอง ขายลิขสิทธิ์ สร้าง Fan Economy หรือส่งออกคอนเทนต์
คำถามที่ตามมาคือ การรอดด้วยวิธีนี้ เป็นไปเพื่อธุรกิจอย่างเดียว หรือยังสามารถรักษาบทบาทสื่อสาธารณะที่ประชาชนพึ่งพาได้
3. ฉากทัศน์ที่สาม: นโยบายที่ล่าช้า ทำอุตสาหกรรมกลายเป็นซอมบี้
ภาวะเช่นนี้ รัฐและ กสทช. อาจออกนโยบายช่วยเหลือ หรือสร้าง ‘สตรีมมิงแห่งขาติ’ ขึ้นมา แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ในวันที่เอกชนขาดทุนยับเยิน หมดเงินลงทุน และบุคลากรปรับตัวไม่ทันแล้ว ต่อให้นโยบายดีแค่ไหนก็ฟื้นอุตสาหกรรมไม่ได้
อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจะตกอยู่ในสภาพ ‘ซอมบี้’ กึ่งหลับกึ่งตื่น ไร้ขีดความสามารถในการแข่งขันแม้แต่ในระดับอาเซียน
4. ฉากทัศน์สุดท้าย: รื้อโครงสร้างเพื่อกำเนิดใหม่
นี่คือทางออกที่ดีที่สุดแต่ท้าทายที่สุด วงการโทรทัศน์ไทยต้องรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด:
ยกระดับคุณภาพทุกช่องเป็น HD
ลดความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนโครงข่าย (MUX)
จัดสรรใบอนุญาตรอบใหม่ด้วยเกณฑ์ ‘คุณภาพเนื้อหา’ (Beauty Contest) แทนการประมูลด้วยราคา
ที่สำคัญ ผู้ประกอบการไทยต้องเลิกต่างคนต่างอยู่ แล้วจับมือกันสร้าง ‘แพลตฟอร์มกลาง’ เพื่อต่อสู้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
5. ยุคสมาร์ททีวี ต้องเปลี่ยนจาก ‘Must Carry’ สู่ ‘Must Find’
สุทธิชัย หยุ่น หยิบยกข้อเสนอของ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ที่ชี้ว่าในยุคที่สมาร์ททีวีถูกควบคุมโดยระบบปฏิบัติการอย่าง Android TV หรือ WebOS ซึ่งกลายมาเป็น Gatekeeper (คนคุมประตู) รายใหม่ กฎเดิมๆ อย่าง Must Carry ไม่พออีกต่อไป แต่ต้องมีกฎ ‘Must Find’ เพื่อบังคับให้คอนเทนต์ข่าวสารและช่องทีวีไทย ‘มองเห็นได้ง่าย’ บนหน้าจอหลัก
หากไม่มีกลไกนี้ ช่องไทยจะถูกเบียดตกขอบ ค้นหาไม่เจอ และถูกกลืนกินโดยแอปฯ สตรีมมิงต่างชาติ เหมือนที่ออสเตรเลียและอังกฤษพยายามออกกฎหมายปกป้องสื่อชาติตัวเองอยู่ในขณะนี้
อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572 คือสงครามเชิงยุทธศาสตร์ หากรัฐบาลและ กสทช. ไม่เร่งสร้างกลไก Must Find และเอกชนไม่เร่งสร้าง IP ของตัวเอง ประเทศไทยอาจตกอยู่ในภาวะ ‘เมืองขึ้นทางข้อมูลข่าวสาร’ อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งข้อมูล วัฒนธรรม และความคิดของคนไทย ถูกกำหนดและตีกรอบโดยแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว
“วิกฤติทีวีไทยไม่ใช่เพียงวิกฤติของธุรกิจสื่อ แต่เป็นวิกฤติระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชน ประชาธิปไตย วัฒนธรรม และอำนาจอธิปไตยทางข้อมูลข่าวสารของประเทศ
“สังคมไทยไม่อาจหวังเพียงนักการเมือง หรือข้าราชการตามกฎหมายให้แก้ปัญหานี้ได้ฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล กสทช. ผู้ประกอบการ สื่อสาธารณะ นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน ต้องร่วมกันผลักดันคำตอบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การล่มสลายอย่างช้า ๆ ของทีวีไทยจะกลายเป็นความจริงที่แก้ไขไม่ทัน” สุทธิชัยทิ้งท้าย


