เวทีความมั่นคงระดับภูมิภาคอย่าง Shangri-La Dialogue ที่ประเทศสิงคโปร์ในปีนี้ กลายเป็นสปอตไลต์สำคัญในการวัดชีพจรความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดคำถามว่า สหรัฐฯ กำลัง “หันหลัง” ให้เอเชียเพื่อไปทุ่มสรรพกำลังกับแนวรบในภูมิภาคอื่น เช่น สงครามในอิหร่าน และการเสริมรั้วหลังบ้านให้เข้มแข็งหรือไม่?
ประเด็นสำคัญ
พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ใช้เวทีนี้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยังคงปักหมุดแน่นในภูมิภาคนี้ แต่มาพร้อมกับเงื่อนไขที่พันธมิตรและหุ้นส่วนทุกประเทศต้องยอมรับ นั่นคือ สหรัฐฯ จะไม่แบกรับภาระฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ย้ำจุดยืน “ไม่ทิ้งพันธมิตร” แต่ต้องยกระดับการป้องกันตัวเอง
เฮกเซธได้ตอบข้อกังวลของ ชินจิโร โกอิซุมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ที่หวั่นใจว่าอาจมีบางประเทศใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตร โดยระบุว่า ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในแปซิฟิกยังคงแข็งแกร่ง และการทำหน้าที่ในภูมิภาคอื่นก็ไม่ได้แปลว่าวอชิงตันจะละทิ้งเอเชีย
“ผู้คนชอบเอาเรื่องที่เรามีพันธกิจระดับโลก ไปปะปนกับการที่เราหันหลังให้ภูมิภาคนี้… เราสามารถทำสองสิ่งพร้อมกันได้” เฮกเซธกล่าวตอบโต้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สหรัฐฯ คาดหวังกลับคืนมาคือ การที่พันธมิตรในเอเชียต้องเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงของตนเอง โดยตั้งเป้าหมายไว้สูงถึง 3.5% ของ GDP ซึ่งเฮกเซธได้ชื่นชมประเทศที่เริ่มขยับตัวแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็วิจารณ์กลุ่มที่เขาเรียกว่า “พวกเกาะคนอื่นกิน” (Freeloaders) อย่างนิวซีแลนด์อย่างตรงไปตรงมา จนทำให้นิวซีแลนด์ต้องรีบออกมาโต้ตอบว่ากำลังเร่งเพิ่มงบฯ ให้ถึง 2% ของ GDP เช่นกัน
หมดยุค “สุนทรพจน์สวยหรู” สหรัฐฯ เน้น “แสนยานุภาพที่จับต้องได้”
ไฮไลต์สำคัญในคำกล่าวของเฮกเซธคือการปฏิเสธวาทกรรมทางการทูตแบบเดิมๆ และหันมาเน้นย้ำเรื่อง “ฮาร์ดพาวเวอร์” หรือกำลังรบที่แท้จริง โดยเขาเปรียบเทียบแนวทางของสหรัฐฯ ว่าเป็นการ “ถือไม้พลองอันใหญ่ แต่พูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล”
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ อธิบายเสริมว่า หากมีกฎเกณฑ์ แต่ถ้าคุณไม่มีกำลังทหาร (Hard Power) หนุนหลัง กฎเหล่านั้นก็ไม่มีค่าไปกว่าเศษกระดาษ
“เราไม่ได้ต้องการการประชุมเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราต้องการคือ กำลังรบที่มากกว่าเดิม… เวที Shangri-La Dialogue ควรลดลง แล้วเพิ่มเรือรบกับเรือดำน้ำให้มากขึ้น” เฮกเซธ กล่าว
คำกล่าวนี้สะท้อนว่า สหรัฐฯ มองความมั่นคงในเอเชียผ่านเลนส์ของความพร้อมรบและการป้องปรามด้วยอาวุธ มากกว่าการเจรจาบนโต๊ะสี่เหลี่ยม ซึ่งสวนทางกับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม ที่ขึ้นกล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึง “การทูตและการเจรจา” เพื่อลดความตึงเครียด
รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน แห่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มองว่า ประเด็นหลักจากสปีชของเฮกเซธ สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ไปเป็นแบบ “Collective Deterrence” โดยมีสหรัฐฯ ยังเป็นแกนนำ แต่พันธมิตรต่างๆ ต้องร่วมแบ่งเบาภาระมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (เปลี่ยนจากเดิมที่เป็น “American Protection”) และเสนอให้แต่ละประเทศควรเพิ่มงบกลาโหมให้มากขึ้นด้วย (เพื่อมาซื้ออาวุธของสหรัฐฯ มากขึ้น) และยังคงชี้ถึงภัยคุกคามจากจีน
ท่าทีที่ “อ่อนลง” ต่อจีน, การทูตที่เปลี่ยนไป และทิศทางความสัมพันธ์กับจีนหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า สปีชของเฮกเซธในปีนี้มีน้ำเสียงที่ประนีประนอมกับจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เขาเคยตราหน้าว่าปักกิ่งเป็น “ภัยคุกคามที่จวนตัว” ต่อไต้หวัน แถมในปีนี้เขายังแทบไม่เอ่ยถึงไต้หวันเลยหากไม่มีคนถาม ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลพวงมาจากการพบปะพูดคุยในเชิงบวกระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่งก่อนหน้านี้
เฮกเซธระบุว่า สหรัฐฯ ตระหนักดีว่าพันธมิตรในเอเชียไม่ได้ต้องการ “ยกระดับความขัดแย้งตลอดเวลา” แต่ต้องการดุลอำนาจที่มั่นคงเพื่อไม่ให้มีใครขึ้นมาเป็นเจ้าโลก สหรัฐฯ จึงไม่ได้เข้าหาความท้าทายนี้ด้วยการเผชิญหน้าอย่างไร้เหตุผล แต่จะใช้ “ความแข็งแกร่งที่ผ่านการคำนวณและไตร่ตรองมาอย่างดี”
ในประเด็นนี้ ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อจีนปลี่ยนไปชัดเจน กล่าวคือ ลดโทนในประเด็นไต้หวัน ลดความก้าวร้าวทางวาจาลง (ไม่เน้นการยั่วยุทางคำพูดหรือดราม่าทางการทูต) แต่หันไปเน้นการรักษาช่องทางการสื่อสารทหารต่อทหารกับจีน เพื่อลดความเสี่ยงในการคำนวณพลาด เพราะทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักดีว่า ต้นทุนของการใช้กำลังทหารนั้นสูงเกินกว่าจะรับได้
“สิ่งที่พีท เฮกเซธกำลังสื่อสารบนเวทีนี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเพิ่งจะเสนอความสัมพันธ์รูปแบบใหม่กับประธานาธิบดีทรัมป์ นั่นคือ ‘ Constructive Strategic Stability’ โดยที่จีนและสหรัฐฯ จะปกป้องผลประโยชน์ของตน (สำหรับจีน รวมถึงไต้หวัน) แต่จะทำอย่างสงบ และมีเสถียรภาพ ไม่จุดไฟให้ความขัดแย้งลุกลามโดยไม่จำเป็น” ดร.อักษรศรี กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในการเสนอแนวทางอยู่ร่วมกันแบบ ‘Constructive Strategic Stability’ นั้น ฝ่ายสีจิ้นผิงได้ระบุกรอบเวลา 3 ปีที่จะมีความสัมพันธ์เช่นนี้กับสหรัฐฯ (ไม่ใช่ตลอดไป)
“มันคือช่วงเวลา 3 ปีจากนี้ในยุคทรัมป์นั่นเอง (ไม่ใช่ว่าทั้งคู่จะมาร่วมกันรักษาเสถียรภาพกันตลอดไป) สะท้อนถึงเกมการซื้อเวลาของสองมหาอำนาจนี้มากกว่า
ดังนั้นเรื่องกรอบเวลา 3 ปีนี้ จึงมีนัยที่สำคัญมาก ดร.อักษรศรี ตั้งคำถามว่า ทางรัฐบาลไทย และกองทัพไทยจะใช้โอกาสที่ยังพอมีเสถียรภาพระหว่างสองมหาอำนาจนี้อย่างไร? คือ โจทย์ชวนคิดต่อไป
วาทกรรมสงครามที่อาจไม่ตอบโจทย์เอเชียยุคใหม่
แม้สหรัฐฯ จะพยายามสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตร แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในภูมิภาคกลับมองว่า “ภาษาทางการทหาร” ที่ดุดันของเฮกเซธ อาจไม่ได้ใจประเทศในเอเชียเหมือนในอดีต
มูฮัมหมัด ไฟซาล บิน อับดุล ราห์มาน นักวิจัยจากสถาบัน S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) ประเทศสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับ BBC ว่า การที่สหรัฐฯ ยังคงเน้นย้ำเรื่องการต้องเป็น “ผู้ครอบครองอำนาจทางการทหารในภูมิภาค” อาจใช้ได้ผลในอดีต แต่ไม่ใช่ในวันที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่เทียบเคียง (Near-peer competitor)
“ไม่มีคู่แข่งในระดับเดียวกันคนไหนจะยอมรับการครอบงำทางการทหารของคู่ปรับตนเอง และสิ่งนี้จะยิ่งตอกย้ำความกังวลใจให้กับประเทศต่างๆ ในเอเชียต่อไป” ไฟซาล ระบุ
นอกจากนี้ การที่จีนปฏิเสธส่งรัฐมนตรีกลาโหมมาร่วมงานเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยส่งเพียงคณะผู้แทนระดับต่ำกว่ามาแทน ก็ถูกตีความได้สองแง่ ด้านหนึ่งมองว่าเป็นการหักหน้าเวทีนี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่า จีนอาจหลีกเลี่ยงการปะทะฝีปากกับสหรัฐฯ ต่อหน้าสาธารณะ ในขณะที่ทั้งสองมหาอำนาจยังคงขับเคี่ยวแข่งขันกันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเงียบๆ ต่อไป
ภาพ: REUTERS / Edgar Su, Anton Balazh via ShutterStock
อ้างอิง:


