×

วิกฤตดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดหนัก อัตราตายพุ่งสุดถึง 50% WHO ลงพื้นที่ด่วน ลุ้นวัคซีนปลายปี 2026

30.05.2026
  • LOADING...
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกำลังรับมือกับการระบาดของไวรัสอีโบลา

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่จากการระบาดของไวรัสอีโบลา หลังอัตราการเสียชีวิตที่พุ่งสูงถึง 30-50% ทำให้ผู้อำนวยการขององค์การอนามัยโลก (WHO) เดินทางลงพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการควบคุมโรค

 

ล่าสุด อนาอิส เลอกองด์ (Anaïs Legand) จากทีมผู้เชี่ยวชาญของ WHO ได้ออกมาระบุถึงการประเมินอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยอีโบลาที่พุ่งสูง 30-50% ว่า เป็นตัวเลขที่สูงมาก ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยมากถึง 5 ใน 10 คนมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด เลอกองด์ได้เปิดเผยข่าวดีว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งหายจากไวรัสอีโบลา และได้รับอนุญาตให้ออกจากศูนย์สุขภาพเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ได้รับการยืนยันว่ารักษาจนหายขาดในการระบาดครั้งนี้

 

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก WHO บันทึกตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอีโบลาที่ได้รับการยืนยันแล้ว 10 ราย และผู้ต้องสงสัยว่าเสียชีวิตจากโรคนี้อีก 223 รายในดีอาร์คองโก โดยตัวเลขดังกล่าวคัดกรองมาจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันและผู้ป่วยต้องสงสัยรวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 ราย นับตั้งแต่มีการประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยังเดินทางมาที่ดีอาร์คองโกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดจะเดินทางไปยังศูนย์กลางการระบาดในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ในวันนี้

 

“เราจะเอาชนะการระบาดครั้งนี้ไปด้วยกัน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ” ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าว พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธ M23 หยุดยิง เพราะความขัดแย้งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อน เช่น ทำให้เกิดการพลัดถิ่นของผู้ป่วย

 

อนึ่ง การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาถือเป็นครั้งที่ 17 ในดีอาร์คองโก แต่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาที่ได้รับการรับรอง เนื่องจากเชื้อที่เป็นต้นเหตุของการระบาดในครั้งนี้คือเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ ‘บุนดิบูเกียว’ (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยมีการระบาดบ่อยเท่ากับสายพันธุ์หลักอย่างซาอีร์ (Zaire)

 

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า กลุ่มที่ปรึกษาได้แนะนำให้เร่งดำเนินการทดลองทางคลินิกสำหรับวัคซีนและวิธีการรักษาแล้ว โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหภาพแอฟริกา (AU) คาดการณ์ว่า วัคซีนอาจพัฒนาจนพร้อมใช้งานได้ภายในช่วงสิ้นปี 2026

 

ภาพ: Gradel Muyisa Mumbere / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising