×

แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

30.05.2026
  • LOADING...
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI กำลังกล่าวสุนทรพจน์

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมายอมรับว่าตนเอง ‘ยินดีที่คิดผิด’ เกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงาน หลังก่อนหน้านี้เคยทำนายไว้อย่างดุดันว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์เป็นวงกว้าง โดยล่าสุดเขากลับมองว่าโลกจะไม่เผชิญ ‘คลื่นตกงานครั้งใหญ่’ (Jobs Apocalypse) อย่างที่หลายบริษัทในวงการ AI ออกมาเตือน

 

 
 

“ผมไม่คิดว่าเราจะเจอภาวะคนตกงานครั้งใหญ่แบบที่บางบริษัทในวงการของเราพูดถึงกัน” อัลต์แมนกล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ในงานประชุมของธนาคาร Commonwealth Bank of Australia (CBA) ที่นครซิดนีย์เมื่อวันอังคาร (26 พ.ย.) ที่ผ่านมา

 

จากคำทำนายสู่ ‘ยินดีที่คิดผิด’

 

ตลอดเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในซีอีโอที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ AI อัลต์แมนเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าเทคโนโลยีนี้ “อาจจะเข้ามาแทนที่งานส่วนใหญ่ที่ผู้คนทำอยู่ในทุกวันนี้” และงานบางประเภทจะ ‘หายไปอย่างสิ้นเชิง’ ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบก็จะ “หางานใหม่ๆ ทำได้เอง”

 

แต่มาวันนี้ ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป โดยอัลต์แมนยอมรับว่าการคาดการณ์ในอดีตคลาดเคลื่อน “ผมยินดีที่คิดผิดในเรื่องนี้ ผมเคยคิดว่าป่านนี้น่าจะมีการแทนที่งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากกว่าที่เกิดขึ้นจริง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมมันถึงยังไม่เกิดขึ้น และผมก็รู้สึกขอบคุณ แต่นั่นเป็นเรื่องที่สัญชาตญาณของผมพลาดไป”

 

อัลต์แมนยังแยกแยะว่า สิ่งที่เขาและทีมผู้บริหารคาดการณ์ ‘ถูกพอสมควร’ คือพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของ AI นับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 แต่สิ่งที่ ‘ค่อนข้างผิด’ คือการประเมินผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมา โดยยอมรับว่าในเวลานั้นเขามองว่าความเสี่ยงเรื่องการตกงานเป็นเรื่องจริงที่ควรพูดถึง แม้บางคนจะมองว่าเขา ‘ปลุกความกลัวเกินจำเป็น’ ก็ตาม

 

อัลต์แมนอธิบายว่าสิ่งที่ AI ไม่อาจเข้ามาแทนที่ได้คือ ‘บทบาทของมนุษย์’ ในการทำงาน เพราะผู้คนยังให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

เขายกตัวอย่างว่าเคยให้ AI ช่วยตอบข้อความใน Slack และอีเมลแทน โดยขึ้นต้นว่า ‘นี่คือ AI ของแซม’ แต่สุดท้ายก็กลับมาตอบด้วยตัวเองในหลายข้อความ “มันทำให้ผมเห็นว่าเราใส่ใจการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจริงๆ และเป็นสิ่งที่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมอบหมายให้ AI ทำแทนได้ในเร็ววันนี้”

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาเชื่อว่าภาพรวมการจ้างงานในอนาคตจะต่างจากที่เคยคิดไว้มาก แม้จะยอมรับว่าความเสี่ยงนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี

 

จังหวะ IPO และสัญญาณต้นทุน AI ที่สูงลิ่ว

 

การกลับลำของอัลต์แมนเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญของวงการ AI เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ต่างเตรียมระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่สูงลิ่ว

 

โดย OpenAI ตั้งเป้ารายได้แตะ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.14 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.16 แสนล้านบาท) ขณะที่ SpaceX หวังมูลค่ากิจการ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 48.98 ล้านล้านบาท) จากการ IPO

 

ส่วน Anthropic มีรายงานว่ากำลังเจรจาระดมทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.79 แสนล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29.39 ล้านล้านบาท)

 

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสูงลิ่ว แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าบางบริษัทกำลังหา ‘ความคุ้มค่า’ จากการใช้ AI ได้ยากขึ้น โดยประธานและซีโอโอของ Uber ยอมรับว่าการหาเหตุผลมารองรับต้นทุน AI ในบริษัทยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายเทคโนโลยีของ Uber เคยเปิดเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณสำหรับ Claude Code ของทั้งปี 2026 หมดภายในเวลาเพียง 4 เดือน

 

ด้านไบรอัน คาทันซาโร รองประธานฝ่าย Deep Learning ของ Nvidia ระบุว่า AI ไม่ได้ช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนแรงงานอย่างที่เข้าใจกัน และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจ้างพนักงานด้วยซ้ำ “สำหรับทีมของผม ต้นทุนด้านการประมวลผลสูงกว่าต้นทุนพนักงานมาก” เขากล่าว เช่นเดียวกับ Microsoft ที่มีรายงานว่าเริ่มยกเลิกสิทธิ์การใช้งาน Claude ของ Anthropic ให้กับวิศวกร เนื่องจากต้นทุนที่สูง

 

นักเศรษฐศาสตร์เห็นต่าง ขณะการเลย์ออฟยังพุ่ง

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากว่า AI จะทำให้คนตกงานครั้งใหญ่จริงหรือไม่ โดยปีเตอร์ ไวลด์ฟอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของ AI Policy Network มองว่าการคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก AI นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ประเด็นที่คาดเดายากที่สุดคือเรื่องการโยกย้ายแรงงาน กล่าวคือ หาก AI เข้ามาแทนที่งานบางประเภทจนหมด คนงานเหล่านั้นจะตกงานถาวร หรือจะหาอาชีพใหม่ทำได้ นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลหนึ่งที่อัลต์แมนเปลี่ยนท่าทีอาจมาจากกระแสความเห็นของสาธารณชน เนื่องจากผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันรู้สึกในแง่ลบต่อ AI ค่อนข้างมาก ทำให้ยากจะบอกได้ว่าวงการ AI เปลี่ยนการคาดการณ์จริง หรือเพียงพยายามเปลี่ยนเรื่องเล่าให้ดูดีขึ้น

 

มุมมองที่ต่างกันส่วนหนึ่งมาจากการที่การนำ AI ไปใช้จริงเกิดขึ้นช้ากว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยรายงานของ Brookings พบว่าความสามารถของ AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไม่ได้แปลงเป็นการนำไปใช้หรือผลทางเศรษฐกิจในวงกว้างโดยอัตโนมัติ

 

สอดคล้องกับ Yale Budget Lab ที่พบว่า AI น่าจะยังไม่ใช่สาเหตุของการอ่อนตัวในตลาดแรงงาน และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราว่างงานอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มงานเสี่ยงต่อ AI จนถึงเดือนมีนาคม 2026

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีใหม่ของอัลต์แมนอาจทำให้เขากลายเป็นเสียงส่วนน้อยในกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรม เพราะ ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เคยกล่าวเมื่อปีก่อนว่า งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากถึงครึ่งหนึ่งอาจหายไปภายใน 5 ปีข้างหน้า และอัตราว่างงานอาจพุ่งสูงถึง 10-20% ขณะที่ซีอีโอของ Booking Holdings ระบุว่างานบริการลูกค้าในบริษัทเริ่มถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว เปรียบเหมือน ‘บันไดขั้นแรก’ ของการทำงานที่ถูกดึงออกไป

 

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้มีการปลดพนักงานหลายพันตำแหน่งจากการมุ่งสู่ AI โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยี ทั้ง Meta ที่ปลดราว 8,000 ตำแหน่ง หรือราว 10% ของพนักงานทั้งหมด และ Intuit ที่ปลด 17% หรือราว 3,000 คน

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI ถูกอ้างเป็นเหตุผลของการปลดพนักงานเกือบ 50,000 ตำแหน่งในช่วงถึงเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งสะท้อนว่าไม่ว่างานจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยตรงหรือไม่ แต่งบประมาณสำหรับตำแหน่งเหล่านั้นกำลังถูกโยกไปลงทุนกับ AI แทน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.58 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories