×

มติเอกฉันท์! สภาฝรั่งเศสยกเลิกกฎหมายทาสอย่างเป็นทางการ มตินี้สำคัญอย่างไร

29.05.2026
  • LOADING...
ภาพรัฐสภาฝรั่งเศสขณะลงมติยกเลิกกฎหมายทาส Code Noir

เมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) รัฐสภาฝรั่งเศสมีมติเป็นเอกฉันท์ 254-0 ให้ยกเลิก ‘Code Noir’ หรือ ‘กฎหมายทาส’ ซึ่งเป็นกฎหมายยุคอาณานิคมที่ลงนามโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในปี 1685 กฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหา 60 มาตราที่ควบคุมทุกแง่มุมของชีวิตทาส โดยลดทอนความเป็นมนุษย์ให้กลายเป็นเพียง ‘ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้’ (ตามมาตรา 44) และอนุญาตให้มีการใช้แรงงานอย่างหนัก ทุบตี ทำร้ายร่างกายจนพิการ ข่มขืน และสังหารได้ตามอำเภอใจ

 

 
 

แม้ฝรั่งเศสจะประกาศเลิกทาสไปตั้งแต่ปี 1848 แต่กฎหมายที่โหดร้ายฉบับนี้กลับถูกปล่อยทิ้งไว้และไม่เคยถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการมาเกือบ 180 ปี จนกระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศสเพิ่งตระหนักถึงการมีอยู่ของกฎหมายฉบับนี้และผลักดันให้มีการลงมติยกเลิกในที่สุด

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนอะไร

 

การที่กฎหมายฉบับนี้ถูกปล่อยทิ้งไว้และเพิ่งถูกยกเลิกนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการในฝรั่งเศส เช่น ความเพิกเฉยต่อประวัติศาสตร์อันโหดร้าย นักวิเคราะห์มองว่า การปล่อยให้กฎหมายนี้คงอยู่ยาวนานสะท้อนถึงการที่ฝรั่งเศสยังไม่ได้เผชิญหน้ากับอดีตยุคอาณานิคมของตนอย่างแท้จริง

 

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ยอมรับว่า ความเงียบและการเพิกเฉยต่อกฎหมายนี้ตลอดเกือบสองศตวรรษ “ไม่ใช่แค่ความผิดพลาด แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการกระทำผิด”

 

ฝรั่งเศสเคยเป็นประเทศที่มีการค้าทาสใหญ่เป็นอันดับสาม โดยส่งชาวแอฟริกันกว่า 1.4 ล้านคนไปทำงานในไร่ ซึ่งสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับเมืองต่างๆ เช่น น็องต์และบอร์กโดซ์

 

ปิแอร์-อีฟว์ โบเกต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ทาส ชี้ว่า กฎหมายนี้คือจุดกำเนิดของแนวคิด ‘ข้อยกเว้นทางอาณานิคม’ (Colonial Exception) ที่ว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของสาธารณรัฐฝรั่งเศสสามารถถูกละเว้นได้สำหรับกลุ่มคนภายใต้การปกครอง แนวคิดนี้ยังคงฝังรากอยู่จนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้คนในดินแดนโพ้นทะเลมักถูกยอมรับให้มีสิทธิ ‘น้อยกว่า’ คนในแผ่นดินใหญ่

 

แม้ฝรั่งเศสจะยกฐานะ ‘อาณานิคมเก่า’ ทั้ง 4 แห่งอย่าง กวาเดอลูป มาร์ตีนิก เฟรนช์เกียนา และเรอูนียง ขึ้นเป็น ‘จังหวัดโพ้นทะเล’ ที่มีสิทธิเทียบเท่าแผ่นดินแม่มาตั้งแต่ปี 1946 แต่ดินแดนเหล่านี้กลับ ‘ยากจนที่สุด’ มีอัตราการว่างงานสูงกว่าแผ่นดินใหญ่ถึงสองเท่า นอกจากนี้ตำแหน่งสำคัญๆ ในหน่วยงานรัฐของดินแดนเหล่านี้ยังคงถูกผูกขาดโดยคนผิวขาว จนบางคนมองว่า นี่คือ ‘ความต่อเนื่องของระบบอาณานิคม’ หรือแม้กระทั่งการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในยุคปัจจุบัน

 

ทำไมการยกเลิกกฎหมายนี้ถึงสำคัญ

 

แม้ในทางกฎหมาย การยกเลิก Code Noir จะไม่มีผลในทางปฏิบัติแล้ว เพราะหมดอำนาจบังคับใช้ไปตั้งแต่การประกาศเลิกทาสเมื่อปี 1848 แต่ความสำคัญของเหตุการณ์นี้อยู่ที่นัยทางสัญลักษณ์และการเมือง

 

นักวิเคราะห์มองว่า สำหรับลูกหลานของผู้ที่ตกเป็นทาส การลงมติครั้งนี้คือ ‘การคืนความเป็นมนุษย์ให้กับบรรพบุรุษ’ และเป็นการพยายามทำตามคำสัญญาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่เชิดชูหลัก ‘เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ’

 

การยกเลิกกฎหมายนี้ยังจุดประกายให้เกิดการพูดคุยเรื่องการชดเชยความเสียหาย (Reparations) แม้ว่ามาครงจะหลีกเลี่ยงการให้คำมั่นสัญญาเรื่องเงินชดเชย โดยเน้นไปที่การให้ความรู้และการยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์แทน โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า สิ่งที่น่าเจ็บปวดคือ ในอดีต ‘เฮติ’ ซึ่งต่อสู้จนหลุดพ้นจากการเป็นทาส กลับถูกฝรั่งเศสบังคับให้ ‘จ่ายเงินชดเชยให้แก่เจ้าของทาส’ เพื่อแลกกับเอกราช ซึ่งเฮติต้องจ่ายหนี้ก้อนนี้จนถึงปี 1947

 

ผู้เชี่ยวชาญและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนยังมองว่า การยกเลิกนี้เป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลทำได้เพราะไม่ต้องเสียอะไร ความสำคัญที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า ‘การละเลยเชิงสัญลักษณ์ก็ถือเป็นการละเลย’ และฝรั่งเศสยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปว่า การยกเลิกกฎหมายนี้จะนำไปสู่การต่อสู้กับการเหยียดเชื้อชาติและความเหลื่อมล้ำในชีวิตจริงของประชาชนในดินแดนโพ้นทะเลได้หรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Thierry Nectoux / Gamma-Rapho via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising