×

ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ

26.05.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising