ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นทั่วโลก ประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งฐานผลิต ล่าสุด คอนติเนนทอล (Continental) ผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับโลก สัญชาติเยอรมัน เดินหน้าขยายการลงทุนโรงงานระยอง พร้อมปั้นสู่ ‘Mega Plant’ ระดับโลก
ประเด็นสำคัญ
- ‘ระยอง’ คือฮับยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก
- สูตรรับมือโลกผันผวน ‘ผลิตใกล้ตลาด-ใกล้วัตถุดิบ’
- เน้นผลิตส่งออก ป้อนตลาดในไทยราว 10%
- รับคลื่น EV โตแรงในไทย
- เปิดไลน์ผลิต ‘ยางเรเดียลมอเตอร์ไซค์’ เป็นทางการในไทย
- ปรับองค์กรสู่ ‘Pure Play Tire Company’
- ดัน ‘ระยอง’ สู่ Mega Plant ระดับโลก
- เจาะดีมานด์กลุ่มยางสปอร์ต ยางรถ SUV

เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงศักยภาพของไทยในฐานะ ‘Detroit of Asia’ อุตสาหกรรมยานยนต์ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของ Continental ในการรับมือโลกธุรกิจยุคผันผวน ผ่านแนวคิด ‘ใกล้ตลาด ใกล้วัตถุดิบ’ เพื่อลดความเสี่ยงทั้งซัพพลายเชน โลจิสติกส์ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
‘ระยอง’ คือฮับยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก
THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ คริสเตียน เคิทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คอนติเนนทอล พร้อมเยี่ยมชมโรงงาน เฟส 2 โดย คริสเตียน เกริ่นนำก่อนเข้าสู่การสนทนาว่า ฐานการผลิตที่จังหวัดระยอง การเปิดโรงงานระยอง เฟสสอง ในครั้งนี้ เป็นหัวใจสำคัญการผลิตของคอนติเนนทอลระดับโลก ‘Production Hub’
ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับคอนติเนนทอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองรับตลาดทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ปัจจุบัน รายได้ราว 15% ของ Continental ทั่วโลกมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่บริษัทมองว่าความต้องการในภูมิภาคนี้ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถ SUV ที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ฉะนั้น การลงทุนเฟส 2 ครั้งนี้ จึงมีมูลค่ากว่า 300 ล้านยูโร หรือราว 13,000 ล้านบาท เป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มกำลังการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ เพิ่มอีกกว่า 3 ล้านเส้นต่อปี พร้อมเพิ่มศักยภาพยางพรีเมียม เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ระบบภายในที่ใช้ AI และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ

สูตรรับมือโลกผันผวน ‘ผลิตใกล้ตลาด-ใกล้วัตถุดิบ’
คริสเตียน เคิทซ์ บอกอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจต้องเผชิญทั้งโควิด-19 วิกฤตซัพพลายเชน ปัญหาขนส่งทางเรือ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“การตั้งฐานการผลิตในไทยช่วยลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรงงานระยองตั้งอยู่ใกล้ทั้งตลาดปลายทางและแหล่งวัตถุดิบสำคัญในภูมิภาค เมื่อเทียบกับการส่งสินค้าจากยุโรป บริษัทสามารถลดระยะทางขนส่ง ลดความซับซ้อนซัพพลายเชน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากเส้นทางเดินเรือที่ไม่แน่นอน ที่เป็นเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาได้ เช่น ทะเลแดง”
อีกทั้งแม้ราคาน้ำมันจะผันผวน แต่ผลกระทบต่อบริษัทในด้านโลจิสติกส์ยังน้อยกว่า ด้วยการปรับแนวทางบริหารแบบ Lean และ Flexible เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในระยะยาว
เน้นผลิตส่งออก ป้อนตลาดในไทยราว 10%
แม้ประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญ แต่ Continental มองว่า ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศยังมีไม่ถึง 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
“ด้วยแนวโน้มความต้องการยางรถยนต์พรีเมียมในภูมิภาคที่ยังเติบโตสูง บริษัทเชื่อว่า สัดส่วนการผลิตเพื่อการส่งออกจะยังคงเป็น ‘แกนหลัก’ ของโรงงานระยองต่อไปในอนาคต”
รับคลื่น EV โตแรงในไทย
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Continental เดินหน้าลงทุนในไทย คือการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถ SUV
โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ประเทศไทยมีรถยนต์จดทะเบียนสะสมกว่า 20 ล้านคัน และมีรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนแล้วกว่า 1 ล้านคัน หรือคิดเป็นประมาณ 5% ของรถทั้งหมด ขณะที่รถ SUV และรถกระบะยังครองสัดส่วนสูงถึง 70% ของตลาดรถยนต์ไทย
Continental จึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับตลาดดังกล่าว จากปัจจุบันที่ผลิตยางล้อพรีเมียม MaxContact MC7 เพื่อตอบโจทย์ EV โดยเฉพาะ ยังพัฒนาทั้ง UltraContact UX7 และ CrossContact AT2 สำหรับรถ SUV และรถออฟโรด รวมถึงการเริ่มผลิตยาง PremiumContact ภายในโรงงานระยอง
ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน Continental เป็นผู้จัดหายางให้กับรถยนต์ EV ถึง 7 ใน 10 รุ่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่

เปิดไลน์ผลิต ‘ยางเรเดียลมอเตอร์ไซค์’ เป็นทางการในไทย
นอกจากยางรถยนต์ Continental ยังประกาศเริ่มสายการผลิต ‘ยางรถจักรยานยนต์แบบเรเดียล’ ภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับตลาดรถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะสูงที่เติบโตต่อเนื่อง
“ผมมองว่ารถจักรยานยนต์ยุคใหม่มีขนาดเครื่องยนต์และสมรรถนะสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงให้ความสำคัญกับการยึดเกาะ การทรงตัว และความปลอดภัยมากขึ้น การผลิตยางเรเดียลในไทยจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอบโจทย์ตลาดพรีเมียมภูมิภาคด้วย”
ปรับองค์กรสู่ ‘Pure Play Tire Company’
ควบคู่กับการขยายการลงทุนของ Continental ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการแยกธุรกิจ Automotive, ContiTech และ Tires ออกจากกัน เพื่อมุ่งสู่การเป็น ‘Pure Play Tire Company’ หรือบริษัทที่มุ่งเน้นธุรกิจยางรถยนต์โดยเฉพาะ
“โลกธุรกิจยุคใหม่ต้องการองค์กรที่คล่องตัว ตัดสินใจเร็ว และปรับตัวได้ไวกว่าเดิม องค์กรขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อนอาจเผชิญข้อจำกัดในการแข่งขันมากขึ้น บริษัทที่มีจุดโฟกัสชัดเจน มีความยืดหยุ่น และเคลื่อนตัวได้เร็ว จะรับมือกับโลกยุคใหม่ได้ดีกว่า” ผู้บริหาร Continental กล่าว

ดัน ‘ระยอง’ สู่ Mega Plant ระดับโลก
ขณะที่ เป้าหมายสำคัญในระยะถัดไป คือการผลักดันโรงงานระยองสู่ Mega Plant เช่นเดียวกับฐานการผลิตหลักของ Continental ทั่วโลก ซึ่งหมายถึงโรงงานที่มีกำลังการผลิตระดับ 15-18 ล้านเส้นต่อปี
ปัจจุบันกว่า 80% ของกำลังการผลิตทั่วโลกของ Continental มาจาก Mega Plant ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน
การขยายโรงงานระยองจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่สะท้อนถึงการวางไทยให้เป็น ‘ฐานยุทธศาสตร์’ สำคัญของ Continental ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุน แต่รวมถึงความเร็ว ความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือความเสี่ยงระดับโลกด้วย
เจาะดีมานด์กลุ่มยางสปอร์ต ยางรถ SUV
ดาลิบอร์ คาลินา ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในตลาดที่โตรวดเร็ว และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์บริษัท จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยางสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High-Performance โดยเฉพาะกลุ่มยางสปอร์ตและยางสำหรับรถยนต์ SUV ที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
วิกเนซ เดวาเสนาพาที ผู้จัดการโรงงาน คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) กล่าวทิ้งท้ายว่า การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้เป็นส่วน หนึ่งภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดระยองที่สร้างงานเพิ่มกว่า 600 ตำแหน่ง
เพื่อมุ่งสู่เทรนด์ลดคาร์บอน และพลังงานสะอาด โรงงานระยอง เฟสสอง ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบบนหลังคา แบบลอยน้ำ และระบบโรงจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตรวมราว 6.7 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตได้มากกว่า 70% อีกด้วย

