ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แสดงความคิดเห็นภายหลังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมกลุ่มกันแถลงข่าวตอบโต้ที่ณัฐพงษ์กล่าวหาว่าเป็น ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ พร้อมกำหนดให้ณัฐพงษ์ชี้แจงและขอโทษภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันนี้ (25 พฤษภาคม)
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ยอมรับว่า ยังไม่ได้ดูรายละเอียดการแถลงของ สว. เนื่องจากมีการแถลงข่าวของคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ในเวลาเดียวกัน พร้อมกล่าวว่า ไม่ติดขัดที่จะแถลง แต่อยากให้ดูคนที่ออกมาแถลงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการคัดเลือก สว. ในรอบสุดท้ายว่า มีการสวมสีเสื้อ หรือนั่งรถมาอย่างไร หากลองตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาถึงการออกมาแถลง
“ส่วนตัวผมยืนยันว่า พวกเราต้องการทำให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด การโพสต์ไม่ได้ระบุตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เราตั้งข้อสังเกตเหมือนที่สังคมสงสัย ยืนยันว่า มีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และอยากเรียกร้อง สว. ว่าหากเห็นว่าการคัดเลือกวุฒิสภามีปัญหาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน”
ณัฐพงษ์ย้ำว่า หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปแก้ที่ระบบคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราได้ประกาศหลักการสำคัญไปแล้ว 3 ประการ อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับ สว. กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอยากเชิญชวน สว.ให้เห็นด้วยกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน
ย้ำไม่ได้ลดอำนาจ สว. แต่ควรให้สิทธิสมาชิกรัฐสภาเท่าเทียมกัน
ส่วนกรณีที่ สว. ยืนยันเงื่อนไขร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้ต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 นั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคการเมืองหรือวุฒิสภามีสิทธิที่จะเสนอร่างหรือกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตนเอง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งวิธีการสุดท้ายจะมีกระบวนการแบบไหน ต้องผ่านรัฐสภาในวาระที่ 1 และไปแก้ไขชั้นกรรมาธิการวาระ 2 ที่จะได้ทุกร่างมาถกเถียงกัน หากทุกคนเห็นชอบตรงกันในชั้นกรรมาธิการก็อยากให้ สว. ยอมรับ นี่จึงจะเป็นการแสดงความจริงใจว่า สว. ทุกคนไม่ปิดกั้น แต่เปิดกว้าง และไม่ได้ต้องการรักษาอำนาจหรือสิทธิพิเศษของตนเอง
ณัฐพงษ์ยังยืนยันว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม ทั้งนี้ ควรให้สิทธิสมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปตัดอำนาจ สว. ในส่วนนี้ และการที่ตนเองได้สื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อพยายามให้ประชาชนและสังคมเห็นว่า ระบอบการเมืองที่ผูกขาดที่สังคม และตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยกำลังมีอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร และกลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอำนาจเหนือวุฒิสภาหรือไม่ เพราะวุฒิสภาก็เลือกองค์กรอิสระมา
“ภายใต้การผูกขาดเช่นนี้ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศนี้ล้มเหลว ประเทศขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่าดัชนีการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการ หาก สว. เห็นด้วยกับการยกระดับการตรวจสอบถ่วงดุล ก็ควรที่จะเปิดกว้างเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อถือมากที่สุดว่า สว. ไม่ได้เข้ามาขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ”
ยอมรับ MOA มีส่วนทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน
ส่วนการตั้งคำถามกลับมาที่พรรคประชาชนว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ นั้นมีส่วนหนึ่งเป็นเพราะ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยในอดีต ณัฐพงษ์กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินทางการเมืองของพรรคประชาชนที่ผ่านมา
“แต่อยากเน้นย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวคือ ความอ่อนแอจากภายในจากการทุจริตคอร์รัปชั่นที่กัดกินประเทศนี้อยู่ การตรวจสอบถ่วงดุลที่ล้มเหลว หนีไม่พ้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตอย่างตรงไปตรงมา หรือจับเข้าคุกแบบที่เราเห็นในเกาหลีใต้
“หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กัดกินงบประมาณแผ่นดินที่ทำให้ตึกทั้งตึกถล่มลงมา หรือแม้กระทั่งถนนในประเทศยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดี
“เราอยากทำให้ไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน การปราบปรามทุจริตมีความเข้มข้น และการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลเป็นสิ่งจำเป็น หนีไม่พ้นการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เช่น ในอดีตรัฐธรรมนญูปี 2540 ประชาชนเคยเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
“ผมจึงเห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะยกระดับอำนาจของประชาชน และประเทศมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาที่ในอดีตการที่เราตัดสินใจเช่นนั้นเพราะเราเห็นต้นตอจริงๆ ว่า กติกาสูงสุดของประเทศมีปัญหา” ณัฐพงษ์อธิบาย
หัวหน้าพรรคประชาชนยอมรับว่า การตัดสินใจที่ผ่านมาส่งผลถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่อยากเชิญชวนทุกคนมองไปข้างหน้า ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นแบบนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ กินรวบอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบัน หน้าที่ของพรรคประชาชนเรายืนในจุดเดิม และพร้อมจะรณรงค์สื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศว่าทางอออกของประเทศนี้คือการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด
มองระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนตัวมองว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ตนเองไม่ได้ปฏิเสธว่าการตัดสินใจในอดีตนำมาซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ตาม ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง คอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ
“จริงๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยอาจจะเป็นด่านหน้า เป็นเอเยนต์ (Agent) คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่หากจะหากเราจะสร้างทางออกให้ประเทศจริงๆ ก็ต้องเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบและให้การยอมรับ” ณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนระบอบสีน้ำเงินดังกล่าวมีองค์ประกอบใดบ้างนั้น ณัฐพงษ์ระบุว่า อยากให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์และคิดตามว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมีส่วนประกอบอะไรบ้าง อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า เคยตั้งคำถามกับ สว. บางส่วน ที่มาขององค์กรอิสระบางส่วน อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งหรือไม่ หากทุกคนเห็นภาพตรงกัน ก็จะรู้ว่าทางออกของประะเทศที่ควรจะแก้ไขเป็นอย่างไร


