×

ขัตติยนารีจักรีวงศ์ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เจ้าฟ้าผู้ทรงงานเพื่อประชาชน

โดย THE STANDARD TEAM
12.06.2026
  • LOADING...
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ

ช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวังได้ออกประกาศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี สิ้นพระชนม์ ภายหลังจากที่ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 และแม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด จนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47 ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

 

 

เมื่อเอ่ยถึงพระนาม ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ หรือที่ทุกคนคุ้นเคยในพระนามลำลองว่า ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ หรือ “พระองค์ภาฯ’ ในรัชกาลก่อนแล้ว สิ่งที่หลายคนนึกถึงย่อมต้องเป็นบทบาทของพระองค์ในฐานะ “เจ้าฟ้านักกฎหมาย ผู้ทรงงานเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” 

 

เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระกรณียกิจที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีได้ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ บทความนี้จะชวนย้อนไปรำลึกถึงพระประวัติและบทบาทของพระองค์ผ่านพระกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 1

 

เจ้าฟ้านักกฎหมาย

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งการมีพระประสูติกาลของพระองค์ในฐานะพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำมาซึ่งความชื่นชมยินดีปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งมาสู่ปวงชนชาวไทย

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเลือกศึกษาด้านกฎหมายเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร พระอัยกา (พระบิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ) ซึ่งสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตจากประเทศอังกฤษ และรับราชการเป็นผู้พิพากษา

 

โดยพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2544 ด้วยผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับสอง และทรงได้รับรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นจากกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ด้วย จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อด้านกฎหมายในระดับปริญญาโท (LL.M.) และระดับปริญญาเอก (J.S.D.) ณ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา และทรงสอบได้เป็นเนติบัณฑิตไทย

 

ภายหลังจากทรงสำเร็จการศึกษา พระองค์ได้ทรงปฏิบัติงานในฐานะนักกฎหมายเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยทรงเริ่มรับราชการเป็นพนักงานอัยการในปี 2549 ซึ่งทำให้ทรงมีโอกาสได้เรียนรู้งานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่หลากหลาย และยังได้ทรงย้ายไปประจำอยู่ในหลายจังหวัด รวมถึงได้มีโอกาสทรงงานด้านกฎหมายระดับนานาชาติในฐานะเอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาในปี 2555 จนกระทั่งทรงดำรงตำแหน่งเป็นอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุดในปี 2560 ก่อนจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารในตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ในปี 2564

 

จากการศึกษาและการทรงงานด้านกฎหมายในฐานะพนักงานอัยการกว่า 20 ปี พระองค์ได้ทรงนำความรู้ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติมาปรับใช้ในการปฏิบัติพระกรณียกิจ รวมถึงผลักดันโครงการต่างๆ ในพระดำริ อันเป็นประโยชน์ต่อวงการกฎหมายและประเทศชาติโดยรวม ทำให้ประชาชนชาวไทยต่างยกย่องและจดจำพระองค์ในฐานะ ‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 2

 

โครงการในพระดำริด้านการราชทัณฑ์และการสังคมสงเคราะห์

 

จากการศึกษาและการทรงงานด้านกฎหมาย รวมถึงการเสด็จไปเยี่ยมและประทานสิ่งของแก่ผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อปี 2544 ทำให้พระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม คือ ปัญหาเกี่ยวกับผู้ต้องขังและกิจการราชทัณฑ์ โดยทรงเห็นว่ากลุ่มผู้ต้องขังหญิงเป็นกลุ่มที่ต้องการกำลังใจและการพัฒนาเพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคม จึงเกิดเป็น ‘โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา’ ขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพมหานคร

 

โครงการกำลังใจฯ มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้กับกลุ่มผู้ที่ก้าวพลาด ทำให้ชีวิตต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และผู้ขาดโอกาสกลุ่มอื่นๆ ให้สามารถมีโอกาสกลับมาดำรงชีวิตเป็นคนดีของสังคมได้อย่างปกติสุข รวมถึงช่วยให้สังคมไทยได้เข้าใจปัญหาของผู้ที่เคยก้าวพลาดที่ต้องการโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ และมีความพร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้ความช่วยเหลือและให้โอกาสแก่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ซึ่งตลอด 16 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้มีส่วนช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังได้เป็นอย่างมาก

 

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน ‘วารสารกำลังใจ’ เมื่อปี 2555 ความตอนหนึ่งว่า “…โครงการกำลังใจฯ มีจุดแข็งอยู่ที่พระเจ้าหลานเธอฯ พระองค์ทรงใช้พระประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสสัมผัสประชาชนจากการที่ได้เสด็จไปที่ต่างๆ และจากการที่ทรงประทับอยู่ในจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย ทรงเสด็จพบปะราษฎรต่างๆ ทรงงานกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ได้สัมผัสกับผู้กระทำความผิด ผู้ต้องขัง…พระองค์ทรงเห็นปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนตั้งแต่ต้นเรื่องก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทรงเห็นทุกอย่างเป็นขั้นตอนตลอด และทำงานระดับนโยบายประเทศไปสู่สหประชาชาติ…”

 

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้านการแพทย์และการสาธารณสุขแก่ผู้ต้องขัง โดยการจัดตั้งโครงการ ‘ราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ ในปี 2564 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงรับสนองพระราชดำริดังกล่าว โดยทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ และทรงดำเนินการเพื่อยกระดับการรักษาพยาบาลภายในเรือนจำให้เท่าเทียมกับภายนอกตามหลักสิทธิมนุษยชน และยังได้เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเครื่องมือแพทย์ตามโครงการแก่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 3

 

นอกจากการดำเนินงานภายในเรือนจำแล้ว พระองค์ยังทรงก่อตั้ง ‘มูลนิธิณภาฯ ในพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งสร้างความตระหนักแก่สังคมให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้ โดยมีการจัดโครงการฝึกอบรมวิชาชีพและการผลิตให้แก่กลุ่มผู้ต้องขัง และกลุ่มผู้พ้นโทษ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และนำไปจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของ ‘ณภาฯ’ อันจะก่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน และเป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขาด้วย โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมคือ ‘ไอศกรีม ณภาฯ’ ซึ่งมีหลากหลายรสชาติและออกจัดจำหน่ายในงานต่างๆ อยู่เสมอ

 

อีกหนึ่งโครงการสำคัญในพระดำริ คือ โครงการ ‘Bounce Be Good : เด้ง ได้ ดี’ โดยสโมสรกีฬาบีบีจี (BBG CLUB) ซึ่งเป็นการใช้กีฬาช่วยในการพิสูจน์ศักยภาพ และเปลี่ยนแปลงพฤตินิสัยของเด็กและเยาวชนผู้เคยกระทำผิด หรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด รวมถึงผู้ขาดโอกาสทางสังคม เพื่อให้มีโอกาสเข้ามาฝึกทักษะด้านกีฬาและพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็นเลิศทางด้านกีฬา โดยเริ่มต้นขึ้นในปี 2559 จากความร่วมมือของมูลนิธิณภาฯ ภาครัฐ และภาคเอกชน ปัจจุบันมีนักกีฬาในสโมสรกว่า 700 คนใน 3 ประเภทกีฬา ได้แก่ เทเบิลเทนนิส แบดมินตัน และฟุตบอล

 

จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงมีพระดำริในการดำเนินโครงการต่างๆ เกี่ยวกับผู้ต้องขังและผู้กระทำความผิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นระบบ โดยพิจารณาจากลักษณะของบุคคลและโครงการแต่ละประเภท ตั้งแต่การเริ่มพัฒนาความเป็นอยู่ในเรือนจำผ่าน ‘โครงการกำลังใจฯ’ การยกระดับคุณภาพชีวิตและการฝึกอาชีพผ่าน ‘มูลนิธิณภาฯ’ และการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยใช้กีฬาผ่าน ‘สโมสรกีฬาบีบีจี’ ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 4

 

เจ้าฟ้าผู้ทรงงานด้านสาธารณกุศล

 

อีกหนึ่งพระกรณียกิจสำคัญที่หลายคนต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือ การดำเนินกิจกรรมของ ‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย’ ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2538 โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ

 

ยามใดที่เกิดเหตุภัยพิบัติ โดยเฉพาะเหตุอุทกภัย ภาพที่หลายคนคุ้นตาคือ การออกหน่วยเคลื่อนที่ของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ ไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่ประสบภัย โดยมีหลายครั้งที่พระองค์และพระมารดาได้เสด็จไปยังพื้นที่ประสบภัย ทรงแจกถุงยังชีพและทรงช่วยกันประกอบอาหารเพื่อแจกจ่ายด้วยพระองค์เอง เพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยดังกล่าว รวมถึงยังทรงเสด็จร่วมงานของมูลนิธิฯ โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นงาน ‘เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)’ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานและหารายได้สมทบทุนมูลนิธิฯ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

 

การทรงงานด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ และโครงการเครือข่ายต่างๆ นั้น แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ประสบภัยพิบัติ โดยทรงทุ่มเทพระวรกายและสละพระราชทรัพย์ให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเสมอมา

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 5

 

พระกรณียกิจด้านการต่างประเทศ

 

นอกจากการทรงงานภายในประเทศแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยังทรงมีพระประสบการณ์ในการทรงงานระดับนานาชาติ และทรงผลักดันแนวพระดำริเกี่ยวกับงานด้านกระบวนการยุติธรรมจนที่รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศด้วย

 

ภายหลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระภารกิจระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกในฐานะเลขานุการเอก ประจำคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในระหว่างปี 2548-2549 และทรงนำความรู้ในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่นักการทูต อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

 

จากนั้นในปี 2555-2557 พระองค์ทรงมีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักการทูตอีกครั้ง โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย สาธารณรัฐสโลวัก และสาธารณรัฐสโลวีเนียด้วย

 

บทบาทสำคัญของพระองค์ในระดับนานาชาติคือ ทรงมีส่วนในการผลักดันพระดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ซึ่งทรงริเริ่มจากโครงการกำลังใจฯ ในปี 2549 ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในระดับโลก โดยประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิดและการดำเนินงานภายใต้โครงการกำลังใจฯ ต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (Commission on Crime Prevention and Criminal Justice: CCPCJ) สมัยที่ 17 ในปี 2551 และได้มีการจัดกิจกรรมและสร้างความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 เมื่อปี 2553 ที่ประชุมได้ให้การรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures for Women Offenders) และเพื่อให้เกียรติประเทศไทยในฐานะผู้ผลักดันและมีบทบาทนำในเรื่องนี้ สหประชาชาติจึงกำหนดชื่อเรียกย่อของข้อกำหนดนี้ว่า ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules)

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและการราชทัณฑ์ มีส่วนสำคัญให้ประเทศไทยมีบทบาทที่โดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลกผ่านข้อกำหนดกรุงเทพดังกล่าว

 

นอกจากนี้ยังทรงได้รับการทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุด Medal of Recognition และทรงได้รับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) อันแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพระองค์ในงานด้านกระบวนการยุติธรรมในระดับนานาชาติด้วย

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 6

 

ทรงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาช้างป่ากับชุมชน

 

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดระยอง พระองค์ได้ทรงรับทราบถึงปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อภาคตะวันออก 5 จังหวัด โดยทรงมีส่วนช่วยในการติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในฐานะพนักงานอัยการ

 

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับพระราชภาระสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับช้างป่า โดยการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และอนุรักษ์ช้างป่า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับโครงการอนุรักษ์ช้างป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในภาคตะวันออกไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานชื่อใหม่ว่า ‘มูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ในพระบรมราชูปถัมภ์’ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิดังกล่าว

 

ในการนี้ พระองค์ในฐานะองค์ประธานกรรมการ ทรงมุ่งมั่นตั้งพระทัยในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยทรงเสด็จไปทรงงานในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคตะวันออกอยู่เสมอ ทั้งการตรวจเยี่ยมพื้นที่ป่า แหล่งน้ำ และชุมชน รวมถึงทรงพบปะประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ ซึ่งการทรงงานดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนให้การดำเนินโครงการมีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง โดยสามารถบริหารจัดพื้นที่ป่า พื้นที่กันชน และพื้นที่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแก้ไขปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าได้เป็นอย่างดี

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ 7

 

ขัตติยนารีจักรีวงศ์

 

นอกจากบทบาทนักกฎหมาย นักการทูต นักการสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนบทบาทอื่นๆ เพื่อประชาชนดังที่กล่าวมาแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะพระราชวงศ์ โดยทรงแบ่งเบาพระราชภาระ สนองพระราชดำริในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นพระเจ้าหลานเธอฯ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดังความในประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 ความตอนหนึ่งว่า

 

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะ และพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณ มาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระ และทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย…”

 

นอกจากนั้นแล้ว ภาพที่ประชาชนชาวไทยคุ้นตาคือ ภาพที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเคียงข้างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พระมารดา ในงานต่างๆ ทั้งในงานด้านสาธารณกุศล งานด้านสังคมสงเคราะห์ และงานส่วนพระองค์ รวมถึงยังทรงดูแลพระมารดาในยามที่ทรงมีพระอาการประชวร จนเป็นที่ประจักษ์แจ้งถึงน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาเป็นอย่างยิ่ง

 

ด้วยพระจริยวัตร พระกรณียกิจ และการทรงงานดังที่ได้กล่าวมา รวมถึงอีกมากมายที่มิอาจกล่าวได้ทั้งหมดในที่นี้ ย่อมเป็นเครื่องแสดงถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะ ‘เจ้าฟ้าผู้ทรงงานเพื่อประชาชน’ และ ‘ขัตติยนารีจักรีวงศ์’ ที่เราทุกคนจะจดจำและระลึกนึกถึงพระองค์ตลอดไป

 

อ้างอิง:

  • ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๙ ตอนพิเศษ ๒๔ ง ๒๖ มกราคม ๒๕๕๕
  • ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๙ ตอนพิเศษ ๑๔๖ ง ๒๑ กันยายน ๒๕๕๕
  • ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสาธารณรัฐสโลวัก, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐ ตอนพิเศษ ๑๐ ง ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖
  • ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำสาธารณรัฐสโลวีเนีย, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐ ตอนพิเศษ ๓๓ ง ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖
  • ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนพ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งข้าราชการอัยการ, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๒๐๑ ง ๗ ตุลาคม ๒๕๕๗
  • ประกาศ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๔๑ ข ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒
  • ประกาศ เรื่อง ให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และพระราชทานพระยศทหาร, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๘ ตอนพิเศษ ๒๕ ง วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
  • กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ (สัมภาษณ์), “6 ปีกำลังใจก้าวไกลในสังคม”, วารสารกำลังใจ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2555
  • หนังสือ Inspire โครงการกำลังใจและโครงการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สืบค้นจาก http://kamlangjai.or.th/upload/ebook/file_attach/d-f0111496b11e91f185c976a0000be631.pdf
  • https://www.tijbangkokrules.org/th/about-bangkok-rules
  • https://www.bbc.com/thai/thailand-38905172
  • https://www.friendsofpa.or.th/TH/home.html
  • https://www.bbg-club.in.th/
  • http://www.nabha.or.th/frontend/web/about
  • http://www.kamlangjai.or.th/siteth/about-0-0-1-0.html
  • https://thaipublica.org/2016/10/natmaytee-09/
  • https://www.kajanurak.org/แผนการดำเนินงาน/รายงานการดำเนินงานปี2564
  • https://www.moj.go.th/view/67542
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising