ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง การประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จาก ‘วิกฤตพลังงาน’
จนหลายประเด็นความขัดแย้งที่มีมายาวนาน ในภูมิภาคต้องถูกลดความสำคัญลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ผู้นำอาเซียนเร่งหารือมาตรการรับมือผลกระทบด้านน้ำมัน ก๊าซ และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งกำลังสั่นคลอนเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอย่างหนัก
สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเชื้อเพลิงโลกมากที่สุด เนื่องจากหลายประเทศยังพึ่งพาการ นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะความกังวลช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานโลก ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงานของภูมิภาคโดยตรง
ชู ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ เป็นวาระเร่งด่วน
ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ เมืองเซบู ซึ่งได้รับการขนานนามว่า ‘ราชินีแห่งภาคใต้’ ของฟิลิปปินส์ โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก ‘ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน’ (Navigating Our Future, Together) เพื่อกำหนดทิศทางของภูมิภาคท่ามกลาง สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน
รายงานระบุว่า ผู้นำประเทศสมาชิกต่างยก ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ขึ้นเป็นวาระเร่งด่วน แม้จะยังมีประเด็นสำคัญอื่นที่ค้างคาอยู่ ทั้งสงครามกลางเมืองในเมียนมา ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และความขัดแย้งในทะเลจีนใต้
นักวิเคราะห์มองว่า แม้อาเซียนจะสามารถสร้างบรรยากาศเชิงบวกบางส่วนได้ โดยเฉพาะแถลงการณ์ร่วมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างไทยและกัมพูชา แต่สิ่งที่ผู้นำภูมิภาคกังวลมากที่สุดยังคงเป็นต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน
วู ลัม นักวิเคราะห์นโยบายและผู้สังเกตการณ์อาเซียน (Asean observer) ระบุว่า วิกฤตเชื้อเพลิงกลายเป็น ‘ประเด็นร้อน’ ของการประชุมครั้งนี้ จนทำให้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ผู้ทำหน้าที่ประธานอาเซียน ต้องปรับโครงสร้างวาระการประชุมใหม่ เพื่อให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น
มาร์กอส กล่าวระหว่างเปิดการประชุมว่า อาเซียนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้าง ‘ความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน’ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน พร้อมย้ำว่าประเทศสมาชิกต้องเร่งเสริมสร้างการประสานงานและดำเนินมาตรการร่วมที่เป็นรูปธรรมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างกันในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้หารือและกำหนด มาตรการ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมถึงลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้น หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือเผชิญความตึงเครียดหนักขึ้น
รายงานข่าวระบุว่า หลายชาติอาเซียนเริ่มใช้ มาตรการเข้มงวดเพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง ทั้งการลดเวลาทำงาน ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน การอุดหนุนราคาพลังงาน และการตรึงราคาสินค้าบางประเภท เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน การจัดประชุมสุดยอดครั้งนี้ก็ถูกลดขนาดลงอย่างมาก หลังสมาชิกสภานิติบัญญัติของฟิลิปปินส์เรียกร้องให้ยกเลิกการประชุม ภายหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมะนิลาเลือกปรับรูปแบบเป็นการประชุมแบบ ‘เรียบง่าย’ ลดกิจกรรมพบปะโดยตรง และเพิ่มการประชุมออนไลน์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและคลายความกังวลของสังคม
นอกจากการหารือเรื่องวิกฤตพลังงานแล้ว ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ยังต้องรับมือกับโจทย์ระดับภูมิภาคที่ซับซ้อน ทั้งสถานการณ์ในเมียนมา ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
‘อาเซียน’ เตรียมงัดกลไกปิโตรเลียม APSA
ผู้สื่อข่าวกระทรวงพลังงานรายงานว่า สำหรับประเทศไทย ที่มี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ มีประเด็นหลักที่จะหารือในการประชุม นอกจากวิกฤตด้านพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและเส้นทางการค้าของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนบนเวทีอาเซียน
ยังมีประเด็นยุทธศาสตร์ที่อาเซียนเตรียมหารือร่วมกันเพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดของช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น
โดยอาเซียนเตรียมผลักดันแนวทางการใช้กลไกความตกลงอาเซียนด้านปิโตรเลียมระหว่างประเทศสมาชิกหรือ APSA (ASEAN Petroleum Security Agreement) ในการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้น
โดยจะมีการร้องขอและจัดหาน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศที่ขาดแคลนบนพื้นฐานของความสมัครใจและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการผลักดันการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียนให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้อย่างสะดวก ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระดับภูมิภาคอีกด้วย
ปัจจุบันอาเซียนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 55% และก๊าซธรรมชาติ 17%
ภาพ: NorthSky Films, HamzanadeemBaig / Shutterstcok
อ้างอิง:

