×

All-White Fight Club สงครามอีโก้ใต้ชุดขาว เกิดอะไรขึ้น..ในทีมเรอัล มาดริด?

08.05.2026
  • LOADING...
ภาพปกข่าววิเคราะห์ปัญหาภายในทีมเรอัล มาดริด พร้อมข้อความ 'All-White Fight Club' และ 'สงครามอีโก้ใต้ชุดขาว'

การออกแถลงของเฟเดริโก วัลเวร์เด และสโมสรเรอัล มาดริด เกี่ยวกับกรณีกระแสข่าวเรื่องการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะของกองกลางชาวอุรุกวัยในระหว่างการซ้อม เป็นการตอกย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้

 

 
 

ว่าเรื่องราวการ ‘ปะทะ’ กันระหว่างวัลเวร์เด และโอเรเลียง ชูอาเมนี กองกลางเพื่อนร่วมทีมชาวฝรั่งเศสในสนามซ้อมเป็นเรื่องจริง และมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว

 

อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง ซึ่งเกิดขึ้นและจบลงไปโดยที่มีความพยายามจากทุกฝ่ายในการที่จะทำให้เรื่องราว ‘สงบ’ โดยทันทีนั้นเป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

 

ภายในซานติอาโก เบอร์นาบิว มีปัญหาอื่นอีกมากมายและประเด็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และไม่มีใครรู้ว่าจะมีคำตอบทันเวลาไหมในช่วงก่อนถึงเกมสำคัญที่สุดของฤดูกาลอย่างเกม ‘เอล กลาสิโก’ ที่มีความหมายถึงการตัดสินแชมป์ลาลีกาในฤดูกาลนี้

 

เกิดอะไรขึ้นกับทีม ‘ราชันชุดขาว’?

 

ภาพปกข่าววิเคราะห์ปัญหาภายในทีมเรอัล มาดริด พร้อมข้อความ 'All-White Fight Club' และ 'สงครามอีโก้ใต้ชุดขาว' 1

 

Fight Club ศึกวันชุดขาว

 

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยสโมสรเมื่อช่วงค่ำของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เรอัล มาดริดชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า “สโมสรเรอัล มาดริด ขอประกาศว่าสืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ในการซ้อมของทีมชุดใหญ่ ได้มีการตัดสินใจที่จะตั้งกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับผู้เล่นของเรา เฟเดริโก วัลเวร์เด และโอเรเลียง ชูอาเมนี”

 

“สโมสรจะทำการประกาศการตัดสินเกี่ยวกับกรณีของทั้งสองเมื่อสิ้นสุดกระ

 

ก่อนที่เรอัล มาดริด จะออกแถลงการณ์ต่อมายืนยันเกี่ยวกับการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะของวัลเวร์เดว่าหลังจากที่แพทย์ประจำสโมสรได้ตรวจและวินิจฉัยอาการพบว่าเป็นภาวะที่เรียกว่า ‘Cranioencephalic traumatism’ หรือภาวะสมองได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเกิดจากการกระแทกอย่างรุนแรงที่ศีรษะ

 

แม้จะยืนยันว่าวัลเวร์เด “กลับบ้านอย่างปลอดภัย” แต่จะต้องพักการลงเล่น 10-14 วัน ตามมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยจากกรณีการได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง

 

สิ่งที่ทำให้กองกลางคีย์แมนของทีมได้รับบาดเจ็บไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าชูอาเมนีมีปากเสียงกับวัลเวร์เดอย่างรุนแรงถึงขั้น ‘ลงไม้ลงมือ’ กัน ซึ่งเป็นผลจากอารมณ์ที่คุกรุ่นของทั้งสองที่เกิดเหตุปะทะกันในระหว่างการซ้อมต่อเนื่องถึง 2 วันติดต่อกัน

 

แต่ทางด้านวัลเวร์เด ได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่าไม่ได้มีอะไรแบบที่ลือกัน การบาดเจ็บของเขาไม่ได้เกี่ยวกับการลงไม้ลงมือกันจากเพื่อน

 

“เมื่อวานนี้ผมมีเหตุกับเพื่อนร่วมทีมหลังการซ้อม ซึ่งด้วยความเหนื่อยล้าและความหงุดหงิดผิดหวังจากฤดูกาลนี้ทำให้ทุกอย่างเกินเลย ปกติแล้วเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ในห้องแต่งตัว แต่จะได้รับการจัดการกันเองเป็นการภายใน”

 

“วันนี้เรามีปากเสียงกัน หลังจากนั้นผมเกิดอุบัติเหตุหัวโขกกับโต๊ะ ทำให้มีแผลแตกเล็กน้อยที่หน้าผาก และต้องไปโรงพยาบาล”

 

วัลเวร์เด ได้ขอโทษทุกคนอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องนี้ทำให้ผู้จัดการทีมทั่วไปที่ดูแลสโมสรอย่าง โฮเซ อังเคล ซานเชซ โกรธอย่างมาก เพราะเกิดขึ้นก่อนเกมสำคัญที่สุดของฤดูกาลอย่างการพบกับบาร์เซโลนาในศึก ‘เอล กลาสิโก’ ซึ่งหากเกมนี้ไม่ชนะคู่ปรับตลอดกาลจะได้แชมป์ไปครองต่ออีกสมัยทันที

 

แต่มาดริดไม่ได้มีปัญหาแค่นี้

 

ภาพปกข่าววิเคราะห์ปัญหาภายในทีมเรอัล มาดริด พร้อมข้อความ 'All-White Fight Club' และ 'สงครามอีโก้ใต้ชุดขาว' 2

 

ออกไปประธานเป้!

 

บนโลกออนไลน์คีเลียน เอ็มบัปเป ก็เผชิญกับกระแสกดดันอย่างหนัก เมื่อมีการเปิดให้โหวตแสดงความคิดเห็นว่าต้องการที่จะให้กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสย้ายออกไปจากเรอัล มาดริด

 

ล่าสุดจำนวนคนที่โหวตเห็นด้วยมีมากถึง 40 ล้านคน

 

เรื่องนี้แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าคนที่โหวตนั้นเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงหรือไม่ และเป็นแฟนของเรอัล มาดริดจริงๆ สักกี่คน เพราะยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการ ‘ปั่น’ หรือการแอบแฝงเข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมถึงการผสมโรงของแฟนฟุตบอลทีมอื่นที่อยากล้อไปกับกระแสด้วย

 

แต่กระแส #MbappeOut ครั้งนี้ก็มีเค้าโครงของเรื่องจริงผสมอยู่มากพอสมควร

 

สาเหตุของความไม่พอใจเกิดขึ้นจากภาพของเอ็มบัปเป ที่เดินทางไปพักผ่อนริมทะเลกับคนรักในช่วงก่อนหน้านี้ทั้งๆ ที่ทีมกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ และตัวของเขาเองก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บซ้ำซาก ภาพที่ไปนั่งพักผ่อนสบายๆ ทำให้แฟนบอลที่ไม่ค่อยพอใจอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจขึ้นไปอีก

 

เพราะแม้ผลงานโดยส่วนตัวของกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสจะไม่ได้เลวร้ายนัก แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคือผลงานของทีมในยามที่มีเขาอยู่ในสนาม ซึ่งจากสถิติแล้วดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด หรือพูดง่ายๆ คือเรอัล มาดริดจะเล่นได้ดีขึ้นเมื่อไม่มีเขาในทีม

 

ความหย่อนยานของเอ็มบัปเป เริ่มถูกนำไปเปรียบเทียบกับสตาร์อีกคนอย่างวินิซิอุส จูเนียร์ ที่แม้จะถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาในสายตาแฟนบอลทีมตรงข้าม แต่อย่างน้อยในสายตาของแฟนมาดริดแล้วกองหน้าบราซิลทุ่มเทให้กับทีมเต็มร้อยเสมอ

 

มีรายงานข่าวถึงขั้นว่าจู๊ด เบลลิงแฮมเองก็เลือกข้างที่จะสนับสนุนวินิซิอุสมากกว่า และมีกระแสข่าวว่าเอ็มบัปเป ก็มีปัญหากับหนึ่งในสตาฟฟ์โค้ชด้วย

 

อย่างไรก็ดี Sky Sports วิเคราะห์สถานการณ์ว่ากระแสโจมตีเอ็มบัปเปนั้นในความเป็นจริงแล้วอาจจะเป็นเรื่องของการหา ‘แพะรับบาป’ จากผลงานที่เลวร้ายของทีมในฤดูกาลนี้

 

ฤดูกาลที่น่าจะเรียกว่ายับเยินที่สุดในรอบหลายสิบปีของเรอัล มาดริด

 

นอกเหนือจากเรื่องนี้ยังมีประเด็นดราม่าอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ

 

  • อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ถูกจับภาพว่าตบหน้าอัลวาโร การ์เรราส สตาฟฟ์คนหนึ่งในทีม (โดยที่เบลลิงแฮม โพสต์ภาพของสตาฟฟ์คนดังกล่าวในเวลาต่อมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นเชิงสัญญะ)
  • รูดิเกอร์ ยังเคยมีข่าวว่ามีปากเสียงกับสตาฟฟ์คนเดิม มีการตวาดใส่ และทำให้เขาถูกบีบจากเพื่อนๆ ให้ต้องขอโทษต่อการกระทำ
  • มีกระแสข่าวว่านักเตะสเปนภายในทีมเรอัล มาดริด ไม่รับฟังคำสั่งของอัลวาโร อาร์เบลัว โค้ชรักษาการของทีมอีกต่อไป
  • มีกระแสข่าวว่าภายในทีมเรอัล มาดริด มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันแล้ว เพราะไม่พอใจกับผลงานของอีกฝ่าย

 

ภาพปกข่าววิเคราะห์ปัญหาภายในทีมเรอัล มาดริด พร้อมข้อความ 'All-White Fight Club' และ 'สงครามอีโก้ใต้ชุดขาว' 3

 

ผู้นำล่องหน (The Invisible Leader)

 

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเรื่องใดจริงหรือไม่จริงหรืออาจจะมีเรื่องราวมากกว่านี้ที่เกิดขึ้นอีก แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติในระดับวิกฤตการณ์ของเรอัล มาดริด ที่แทบไม่เคยปรากฏขึ้นในระดับนี้

 

เพราะถึงจะเป็นสโมสรที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่จะเละเทะวุ่นวายเท่านี้มาก่อน

 

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรอัล มาดริด กลายเป็นสโมสรที่เต็มไปด้วย ‘อีโก้’ ของผู้เล่น หรือพูดง่ายๆคือเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มก้อนอีโก้ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เต็มไปด้วยคนที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด ดีที่สุด เหนือกว่าคนอื่น

 

เรื่องพวกนี้ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ มาดริด (และทีมใหญ่ๆ ของโลก) ก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่สิ่งที่อาจจะมีผลมากหน่อยคือมันมาเกิดในยุคสมัยของนักฟุตบอลที่เริ่มเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

โดยที่สโมสรขาด ‘ผู้นำ’ (Leader)

 

ไม่ใช่แค่ในระดับของผู้ที่มีอำนาจควบคุมสั่งการอย่างบทบาทของโค้ช ซึ่งอัลวาโร อาร์เบลัว เป็นเพียงแค่โค้ชชั่วคราวของสโมสร ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมาว่าไม่สามารถที่จะรับมือกับเหล่าซูเปอร์สตาร์ภายในทีมได้

 

แต่ในสนามเองเรอัล มาดริดก็ไม่มีผู้นำที่ดีพอที่จะจัดระเบียบทีมให้เข้าที่ได้

 

การอำลาของลูกา โมดริช เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้วคือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาได้เสียผู้นำที่ทุกคนให้ความเคารพและเป็นคนที่คอยควบคุมทีมให้อยู่ในร่องในรอยอยู่ด้านหลัง โดยที่ผู้เล่นที่มีประสบการณ์อย่าง ดาร์นี คาร์บาฮาล (ซึ่งก็เป็นอีกคนที่มีปัญหากับอาร์เบลัว) ก็ไม่มีบารมีมากพอที่จะช่วยเหลือ และเตรียมอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

ผู้นำรุ่นใหม่อย่าง วัลเวร์เด ไปจนถึงเบลลิงแฮม และวินิซิอุส แม้จะเก่งกาจในแบบของตัวเอง แต่ไม่ใช่ Role model ที่ดีสำหรับคนจะเป็นผู้นำ โดยเฉพาะกองกลางอุรุกวัยที่น่าผิดหวังอย่างมากจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

จุดนี้ประเมินแล้วเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับมาดริด และมันเป็นวิกฤติที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในทางตรงกันข้าม มันคือวิกฤติที่รอวันเกิด

 

ภาพปกข่าววิเคราะห์ปัญหาภายในทีมเรอัล มาดริด พร้อมข้อความ 'All-White Fight Club' และ 'สงครามอีโก้ใต้ชุดขาว' 4

 

สิ่งที่ฝ่ายสโมสรต้องทำหลังจากนี้คือการที่ฝ่ายบริหารจะต้องลงมาล้วงลูกจัดการทีมอย่างจริงจัง อย่างน้อยประคองตัวให้จบฤดูกาลนี้โดยไม่ฉาวโฉ่และเละเทะไปมากกว่านี้ เพราะแค่นี้ก็นับว่าเสียหายมากมายมหาศาลแล้ว

 

จากนั้นค่อยๆ แกะปมทีละปม จากกรณีวัลเวร์เด-ชูอาเมนี ไปสู่ปมอื่นๆ เช่น เอ็มบัปเป, ความสัมพันธ์ภายในทีม, ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับทีม และความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับสตาฟฟ์โค้ช

 

โดยที่ทุกฝ่ายจะต้องมองเห็นภาพเดียวกันก่อนคือต้องคิดถึงส่วนรวมก่อนเรื่องของตัวเอง

 

All-for-one และ One-for-all

 

กระแสข่าวที่เริ่มสะพัดบอกว่าตอนนี้ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรคิดที่จะดึงโชเซ มูรินโญ กลับมาอีกครั้ง ซึ่งแม้ ‘The Special One’ จะถูกมองว่าเริ่มเป็นของตกยุคแล้ว แต่สำหรับเรอัล มาดริด โค้ชที่จะพาทีมประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่โค้ชที่ทำฟุตบอลแบบทันสมัย เล่นสวยงาม หรือมีแท็กติกที่ซับซ้อน

 

โค้ชที่ดีที่สุดสำหรับมาดริดคือใครสักคนที่เอาไอ้พวกตัวแสบเหล่านี้อยู่หมัด เปเรซยังเชื่อในบารมีและประสบการณ์ของมูรินโญ

 

อย่างไรก็ดี มันเป็นเรื่องของอนาคต

 

ปัจจุบันพวกเขาต้องหยุดก่อเรื่องก่อน และไปพยายามให้เห็นในเกมสุดสัปดาห์นี้

 

เพราะถ้าแพ้บาร์ซาและเสียแชมป์ในเกมเอล กลาสิโก รับประกันดูไม่จืดแน่นอน!

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising