×

The Unforgettables อีกก้าวเดียว..สู่ถ้วย ‘บิ๊กเอียร์’ เพื่อเป็นทีมที่ผู้คนไม่มีวันลืม

06.05.2026
  • LOADING...
รูปภาพนักฟุตบอลทีมอาร์เซนอลเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สื่อถึงความมุ่งมั่นสู่ถ้วยบิ๊กเอียร์และการเป็นทีมที่ผู้คนไม่มีวันลืม

ครั้งก่อนหน้าที่อาร์เซนอลได้ฉลองการผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก เราต้องย้อนเวลากลับไปไกลถึง 20 ปี

 

และมันไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านของพวกเขา

 

ในเกมนั้นพวกเขา – ทีมชุดระดับตำนานที่ผสมผสานผู้เล่นสายเลือดใหม่ที่สืบทอดต่อจากยุค The Invincibles ด้วยนักเตะอย่าง โซล แคมป์เบลล์, โคโล ตูเร, เซสก์ ฟาเบรกาส, อเล็กซานเดอร์ คเล็บ, จิลแบร์โต ซิลวา, โรแบร์ ปิแรส, โฮเซ อันโตนิโอ เรเยส ผู้ล่วงลับ และเธียร์รี อองรี – ต้องเจอกับความยากลำบากอยู่ไม่น้อยในการไปเยือนบียาร์เรอัล ทีมเล็กแต่แกร่งดังเหล็กของวงการลูกหนังสเปน

 

ชัยชนะ 1-0 ที่ไฮบิวรีในเกมแรก ทำให้อาร์เซนอลได้เปรียบเล็กน้อย แต่คู่ปรับซึ่งก็มีผู้เล่นระดับสุดยอดอย่าง มาร์กอส เซนนา, ดีเอโก ฟอร์ลัน, ฮวน ปาโบล โซริน และนักเตะจอมคลาสสิก ฮวน โรมัน ริเกลเม อยู่ในทีมก็พยายามอย่างไม่ลดละ

 

จนถึงจังหวะชี้เป็นชี้ตายของเกม เมื่อ ‘เรือดำน้ำเหลือง’ (El Submarino Amarillo สมญาที่ตั้งมาจากเพลงฮิตของ The Beatles ที่ชื่อว่า Yellow Submarine) มาได้ลูกจุดโทษในนาทีสุดท้ายของเกม เป็นความหวังที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเท่ากันและไปวัดกันในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ

 

แต่เยนส์ เลห์มันน์ นายทวารในเวลานั้นเซฟลูกยิงจุดโทษของริเกลเมได้ พาอาร์เซนอลผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลถ้วยใบใหญ่แห่งยุโรปได้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ โดยที่ก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นไม่เคยทำได้มาก่อนเลย

 

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหากทีมของมิเคล อาร์เตตา และบรรดาเหล่า Gooners ผู้ภักดีจะปลดปล่อยความรู้สึกของพวกเขาออกมาด้วยอาการดีใจอย่างสุดเหวี่ยง (ที่อาจจะทำให้บางคนไม่เข้าใจ เช่น เวย์น รูนีย์ ที่บอกว่าดีใจทำไมยังไม่ได้แชมป์สักหน่อย) หลังเอาชนะแอตเลติโก มาดริดได้สำเร็จ 1-0 (สกอร์รวม 2 นัด 2-1)

 

เพราะจะมากบ้างน้อยบ้าง นี่คือส่วนหนึ่งใน ‘ประวัติศาสตร์’ ของพวกเขา

 

และที่สำคัญ มันคือการกระเถิบเข้าไปใกล้ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมุดบันทึกความทรงจำของอาร์เซนอลด้วย

 

รูปภาพนักฟุตบอลทีมอาร์เซนอลเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สื่อถึงความมุ่งมั่นสู่ถ้วยบิ๊กเอียร์และการเป็นทีมที่ผู้คนไม่มีวันลืม 1

 

 

ความจริงเกมตัดเชือกแชมเปียนส์ ลีก เดิมพันตั๋วนัดชิงชนะเลิศที่บูดาเปสต์ในปีนี้ไม่ได้สนุกหรือเร้าใจอะไรมากมายนัก

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไปเทียบกับคู่ระหว่างปารีส แซงต์-แชร์แมงกับบาเยิร์น มิวนิค ที่ต่อสู้กันราวกับหนังแอ็กชันยิงสนั่นจอแล้ว วัดคะแนนความตื่นเต้นเป็นคนละเรื่อง

 

ให้เปรียบเทียบแล้วคู่ระหว่างอาร์เซนอลกับแอตเลติโก มาดริด เป็นหนังอีกแนว ในเชิงของดราม่าที่ตึงเครียดและมีจุดไคลแมกซ์เพียงไม่มาก

 

ระดับความตื่นเต้นของเกมไต่ไปถึงจุดพีกเพียงแค่ช่วงท้ายของครึ่งแรกที่อาร์เซนอลได้ประตูขึ้นนำที่พวกเขาต้องการ และจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบูกาโย ซากา ‘Star boy’ ของชาวปืนใหญ่ที่หลังสลัดอาการบาดเจ็บกลับมาก็คืนฟอร์มเก่งได้ทันเวลาพอดี

 

ประตูของซากาไม่ได้สวยสดงดงามอะไร แค่การตามเข้าไปซ้ำลูกยิงที่แยน โอบลัค นายทวารตราหมีปัดออกมาไม่พ้นอันตราย แต่มันสำคัญและมีความหมายอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการทลายแรงกดดันที่เหมือนแรงโน้มถ่วงมหาศาลซึ่งสังเกตเห็นได้จากการเล่นของทั้งสองทีมมาตั้งแต่เริ่มเกม

 

และหากจะพูดถึงฟอร์มการเล่นของอาร์เซนอล ก็ไม่ได้สวยงามหรือหวือหวาอะไร พวกเขาเล่นธรรมดา ประคองตัวตามจังหวะของเกม ไม่ได้โหมเกมรุกเพื่อพิฆาตคู่แข่งให้ด่าวดิ้น

 

แต่ในความธรรมดา มีความพิเศษเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่

 

สำหรับทีมที่มีปัญหาในเรื่องของสภาพจิตใจ ถูกตั้งข้อสงสัยมาตลอดในเรื่อง Mentality หรือความเข้มแข็งทางใจ เกมนี้เป็นอีกนัดที่อาร์เซนอลแสดงให้เห็นสัญญาณบางอย่างถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในทีม

 

การเลือกไมล์ส ลูอิส-สเคลลี ไอ้หนูดาวรุ่งกลับมาทำงานถนัดในแดนกลางไม่ใช่แบ็กซ้ายเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นเกมสำคัญขนาดนี้ (รวมถึงการเปลี่ยนตัวไปพักในช่วงครึ่งหลัง) เป็นการตอกย้ำว่าอาร์เตตาได้ค้นพบ “สูตร” ใหม่ที่ดีและเหมาะสมกับทีมมากกว่า

 

ลูอิส-สเกลลี เป็นเหมือนคนแก้สมการสุดท้ายเล็กๆ ที่ติดขัดอยู่ ด้วยการทำให้ฟุตบอลของอาร์เซนอลสามารถเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้ง ไดนามิกของทีมที่เคยเสียศูนย์กลับมาใหม่ โดยที่จับคู่กับเดแคลน ไรซ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

 

การเลือกเอเรเบชี เอเซ เป็นตัวทำเกมตัวจริงก่อนหน้ามาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนี่คือกองกลางตัวทำเกมที่อันตรายที่สุดของทีม อย่างน้อยดีกว่าเจ้าของปลอกแขนกัปตันทีมชาวนอร์เวย์ที่สูญเสียจินตนาการในการเล่นและกลายเป็นคนดึงเบรกมือของทีมโดยไม่จำเป็นในหลายนัด

 

แต่มากกว่านั้นคือการเล่นที่เยือกเย็น นิ่ง รู้จักที่จะชะลอดึงจังหวะเกม และเลือกที่จะจู่โจมกลับเพื่อเป็นการข่มและขู่คู่แข่งอย่างแอตฯ มาดริด ว่าอย่าประมาทจนเกินไป ซึ่งเป็นการเล่นในแบบที่จะทำเป็นได้ก็ต้องผ่านการเรียนรู้ในสนามเพียงอย่างเดียว

 

อาจจะหวาดเสียวบ้างในจังหวะพลาดที่ทำให้ฮูเลียโน ซิเมโอเน ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปและก้ำกึ่งว่าเป็นการฟาวล์หรือไม่จากกาเบรียล มาร์กัลเญส และอีกครั้งที่อองตวน กรีซมันน์ถูกริคคาร์โด คาลาฟิออรี จิ้มที่เท้าเต็มๆ ในกรอบเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินและ VAR ปฏิเสธที่จะพิจารณา

 

นอกเหนือจากนั้นนักเตะปืนใหญ่ทำได้เยี่ยม จนในส่วนหนึ่งของความรู้สึก บอกกับตัวเองว่าอาร์เซนอลเมื่อคืนนี้เหมือนที่เติบโตไปอีกขั้น (สักที!)

 

รูปภาพนักฟุตบอลทีมอาร์เซนอลเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สื่อถึงความมุ่งมั่นสู่ถ้วยบิ๊กเอียร์และการเป็นทีมที่ผู้คนไม่มีวันลืม 2

 

การเติบโตนี้สำคัญ และมันแลกมาด้วยความเจ็บปวดกับความกลัว

 

ความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี ในนัดชิงคาราบาวคัพ ต่อด้วยการแพ้อีกครั้งในเกมพรีเมียร์ลีกที่เอติฮัด สเตเดียม – โดยมีการแพ้เซาแธมป์ตันตกรอบเอฟเอ คัพแบบพลิกล็อกด้วย – สร้างรอยแผลฉกรรจ์ทางใจให้กับอาร์เซนอลอย่างมาก

 

“ดีไม่พอ” “ที่หนึ่งไม่ไหว” และอะไรอีกหลายอย่างสับสนวนเวียนอยู่ในหัว

 

และมันถึงจุดที่ชวนให้รู้สึกว่าหากพวกเขาพลาดอีก โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก มันอาจจะเป็นจุดที่ทำให้แตกสลายจนไม่อาจจะประกอบกลับมาได้ใหม่

 

แต่เสียงคำรามของหนึ่งในผู้นำทีมอย่างเดแคลน ไรซ์ หลังการแพ้ต่อแมนฯ ซิตีที่เอติฮัด มีส่วนในการพาทุกคนกลับมา

 

It’s Not Done! (คำขวัญประจำปีได้เลย)

 

การไม่ยอมแพ้ของไรซ์สร้างขวัญกำลังใจให้กับทีม ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้เล่นแต่รวมถึงแฟนบอลด้วย ดังที่เราได้เห็นบรรยากาศของเกมกับฟูแลม และล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นคืนยุโรป (European nights) อันโด่งดังนัดแรกในประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอลที่เอมิเรตส์ สเตเดียม หลังเปิดใช้งานมาครบ 20 ปี

 

การรวมใจกันในวันแบบนี้ ไม่มีอะไรที่จะรู้สึกดีกว่านี้อีกแล้ว

 

จากทีมที่ใกล้แตกสลาย วันนี้อาร์เซนอลค้นพบ ‘ความเชื่อ’ ที่พวกเขาตามหามานาน ความเชื่อว่าพวกเขาเป็นทีมที่ดีพอที่จะเป็นแชมป์ได้ และทุกอย่างก็อยู่ในมือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีกที่ได้เปรียบซิตี ซึ่งพลาดมหันต์ในการเสมอกับเอฟเวอร์ตันจนเป็นรองทั้งแต้มและประตูได้เสีย

 

หรือในแชมเปียนส์​ ลีกที่ไม่ว่าจะต้องเจอกับเปแอสเช ทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้พวกเขาในรอบรองชนะเลิศเมื่อปีกลาย หรือบาเยิร์น มิวนิค คู่รักคู่แค้นในเวทียุโรป ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องกลัวหรือเกรงกัน

 

สิ่งที่อาร์เซนอลต้องทำ คือเดินหน้าต่อ เดินหน้าไปให้สุด ทำทุกอย่างให้เต็มที่

 

ไม่ให้เหลืออะไรที่ต้องเสียใจอีก

 

และเพื่อไปสู่การเป็นทีมที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม เหมือนที่เธียร์รี อองรี ฝากข้อความถึงนักเตะรุ่นนี้ทุกคนเอาไว้อย่างน่าประทับใจ

 

“รุ่นของผมทำไม่สำเร็จ ก็หวังว่ารุ่นนี้จะสามารถทำได้สำเร็จ จากรุ่น The Invincibles (ไร้พ่าย) สู่ The Unforgettable (ไม่ลืม)”

 

เป็นชื่อรุ่นที่เพราะดี แต่จะ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ได้ต้องชนะอีก 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาลก่อนเท่านั้น ไม่มีข้อแม้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising