วันนี้ (5 พฤษภาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงจุดยืนของที่ประชุม สส. พรรคประชาธิปัตย์ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพิ่มเติม 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า พรรคได้หารือกันแล้วเห็นตรงกันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และเตรียมที่จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความถูกต้องในการใช้อำนาจของรัฐบาลครั้งนี้
กรณ์อธิบายว่า ปกติรัฐบาลสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้อยู่แล้วตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ซึ่งมีเพดานกำหนดไว้เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง ทำให้ฐานะการเงินของไทยยังมั่นคง แต่การจะออกเป็น พ.ร.ก. เพื่อกู้นอกงบประมาณได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่วิกฤต เร่งด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เหมือนเช่นวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด-19 ที่ส่งผลให้ GDP ติดลบอย่างรุนแรง
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ประชาชนจะเดือดร้อนจากค่าครองชีพและราคาน้ำมันแพง แต่เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤตมหภาค ปีที่แล้วโต 2.6% ปีนี้ก็ยังคาดว่าจะโตได้ 1.5% ไม่ได้ติดลบเหมือนครั้งก่อนๆ ที่สำคัญคือ รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องไปกู้เงินเพิ่มให้เป็นภาระในอนาคต” กรณ์กล่าว
สำหรับข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์ กรณ์ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ จากส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายหรือไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งน่าจะดึงมาใช้ได้ถึง 5 หมื่นล้านถึง 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีช่องว่างตามเพดานเงินกู้ในงบปี 2569 ที่สามารถออกเป็น พ.ร.บ. งบกลางปีได้อีกนับหมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะใช้ประคับประคองไปจนกว่างบปี 2570 จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม
นอกจากเรื่องงบประมาณ พรรคยังเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดและใช้เงินน้อยกว่า คือการให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงลิตรละ 7 บาท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งให้ผู้ประกอบการ รวมถึงลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนทุกคนได้ทันที โดยไม่ต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินใหม่ที่อาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธาน สส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่าพรรคไม่ได้ต้องการขัดขวางการช่วยประชาชน แต่พบว่าในรายละเอียด 4 แสนล้านบาท มีการระบุถึงเรื่อง การปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งต้องใช้เงินนับแสนล้านบาท เรื่องนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก. จึงเป็นหน้าที่ของพรรคที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่างว่ารัฐบาลทำผิดเงื่อนไขกฎหมายหรือไม่
สาทิตย์ระบุอีกว่า ขณะนี้พรรคได้เริ่มยกร่างหนังสือที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่เนื่องจากต้องใช้รายชื่อ สส. ถึง 1 ใน 5 หรือประมาณ 100 คน ในขณะที่พรรคมีเพียง 21 เสียง จึงเตรียมประสานงานขอความร่วมมือจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ทั้งพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมกันหยุดยั้งการสร้างภาระหนี้ก้อนใหญ่ครั้งนี้
“เราต้องการให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า หนี้ 4 แสนล้านนี้คือภาระของลูกหลานในอนาคต รัฐบาลต้องทำด้วยความรับผิดชอบและต้องเป็นเหตุฉุกเฉินจริงๆ เมื่อมีทางอื่นให้เลือกแต่รัฐบาลไม่ทำ เราก็ต้องเดินหน้าตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต” สาทิตย์กล่าวทิ้งท้าย


