วันนี้ (5 พฤษภาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย รวม 8 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปกฎหมายที่แถลงไว้เมื่อเมษายน 2569 โดยมุ่งเน้นการลดขั้นตอนกระบวนงานที่ซ้ำซ้อนและปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้
- ระเบียบว่าด้วยการเร่งรัดการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2521 เนื่องจากปัจจุบันมี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐไว้อย่างครอบคลุมแล้ว เช่นเดียวกับ 2. ระเบียบว่าด้วยการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ ที่บรรลุเป้าหมายการจัดตั้งแล้ว จึงส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยดูแลในรูปแบบประกาศระดับกระทรวงแทน
- ระเบียบว่าด้วยการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และ 4. ระเบียบว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน เนื่องจากมีความทับซ้อนกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะที่ทันสมัยและมีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินที่ชัดเจนรองรับอยู่แล้วในปัจจุบัน
ด้านเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชน มีการยกเลิก 5. ระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ และ 6. ระเบียบว่าด้วยการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม โดยให้โอนย้ายภารกิจไปอยู่ในความดูแลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตามลำดับ เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพภายใต้กฎหมายหลักของแต่ละหน่วยงาน
นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิก 7. ระเบียบว่าด้วยการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน เนื่องจากโครงการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว และ 8. ระเบียบว่าด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พ.ศ. 2545 ซึ่งซ้ำซ้อนกับบทบาทของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ พ.ศ. 2560
การยกเลิกระเบียบทั้ง 8 ฉบับนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้คงเหลือคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น ช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยยึดหลักการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐพึงจัดทำกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นและยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น
โฆษกรัชดาย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้จะช่วยให้ภาคประชาชนและเอกชนได้รับบริการจากภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น ลดความสับสนจากเกณฑ์การปฏิบัติที่ทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน และเป็นการยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าตรวจสอบและทบทวนกฎหมายลำดับรองอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทำงานของรัฐบาลมีความกระชับ ทันสมัย และเอื้อต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้


