วันนี้ (30 เมษายน) พล.ต. วรเวช วนมงคล ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหารบก กล่าวถึงการรับตัวคนไทยที่ถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมบนตึก F13 ชั้น ฝั่งปอยเปต จำนวนกว่า 635 คน ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ใช้กลไกทางการทูตทหาร เชิงประสานสอดคล้อง ร่วมกับหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วน เช่น กองทัพบก, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ให้บรรยากาศในพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่เหมาะสม
ด้าน พล.ต.ต. ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยว่า ทุกครั้งที่มีการส่งคนไทยกลับมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ทีมสหวิชาชีพ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลัง ร่วมกันคัดกรองคนไทยที่อาจเป็นเหยื่อ หรือคนที่ตั้งใจเข้าไปกระทำการผิดกฎหมาย พร้อมยอมรับว่า ปัญหาชายแดนเรื้อรังมากกว่า 2 ปีแล้ว จึงอยากประชาสัมพันธ์ไปยังคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานในฝั่งกัมพูชา หากมีโอกาสให้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือ NGOs
ส่วนกลุ่มคนไทยตั้งใจไปทำงานสแกมเมอร์ ทางตำรวจจะดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ซึ่งเบื้องต้น จาก 600 กว่าคน มีประวัติก่ออาชญากรรม 1 คน และมี 6 คนที่มีประวัติถูกแจ้งความออนไลน์
ส่วนคำถามทั้ง 72 คำถาม ที่ใช้คัดกรองคนไทยทั้งหมด พล.ต.ต. ฐิตวัฒน์ กล่าวว่า ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่เมื่อเห็นว่า ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ มีความรุนแรงขึ้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีการปรับรูปแบบคัดกรอง ทั้งผู้ที่เข้าไปทำงานเรื่องของเว็บพนัน และสแกมเมอร์ให้มีความแตกต่างกัน ขณะที่เรื่องทางเพศก็จะมีคำถามคัดกรองอีกรูปแบบหนึ่ง
ทั้งนี้ เชื่อว่า ยังมีคนไทยอีกพอสมควรที่อยู่ในประเทศกัมพูชา และยังไม่ได้กลับมา ซึ่งก่อนหน้านี้หน่วยงานความมั่นคงได้ประเมินว่า มีคนไทยติดค้างอยู่ที่ 8,000-9,000 คน และเป็นกลุ่มเดียวกันกับ 600 กว่าคนที่เดินทางมาในวันนี้ เชื่อว่า ตัวเลขที่ยังติดค้างอยู่ก็ใกล้เคียง 10,000 คน





