วันนี้ (10 เมษายน) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เป็นวันที่ 2 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลุกขึ้นกล่าวชี้แจงต่อที่ประชุม โดยระบุว่า สำหรับประเด็นสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ปัจจุบันได้มีการหยุดยิงตั้งแต่ 17 ธันวาคม ปี 2568 แม้จะเป็นการหยุดยิงที่ยังเปราะบางอยู่ แต่เราก็มุ่งมั่นจะให้เป็นการหยุดยิงที่ยั่งยืน เพื่อเราจะได้ก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องการความพยายามของทั้งสองฝ่าย และที่ผ่านมามีการตอบสนองจากฝ่ายกัมพูชาน้อยไป ขณะนี้ถึงจุดที่กัมพูชาต้องตัดสินใจว่าจะเดินเส้นทางไหน ระหว่างสันติภาพหรือความขัดแย้ง
สำหรับประเด็น MOU44 จะเป็นไปตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณากระบวนการในการยกเลิก MOU44 แต่รายละเอียดจะไม่ขอเปิดเผยในที่นี้ เพราะเกี่ยวข้องกับท่าทีในการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาต่อไป ส่วน MOU43 การหารือต้องเปิดกว้างเพราะต้องหาฉันทามติว่าจะเดินหน้าอย่างไร
ส่วนกรณีวีซาฟรี 60 วันนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้ลดระยะเวลาเหลือ 30 วัน ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยว เพราะทราบดีว่าเวลา 60 วัน อาจมีบุคคลที่ไม่ปรารถนาดีใช้เป็นช่องทางเข้ามาประกอบกิจกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย
สีหศักดิ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานว่า ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ให้ประเทศไทย ผ่านช่องทางการทูต ทั้งบราซิล ไนจีเรีย คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน และรัสเซีย ขณะเดียวกันเรามีความเป็นห่วงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ
ในวันที่ 15-16 เมษายนนี้ ตนเองจะเดินทางไปที่ประเทศโอมาน เพื่อเปิดอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อกับอิหร่าน และขอให้เรือบรรทุกสินค้าน้ำมัน แก๊ส ปุ๋ย มายังประเทศไทย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ยังได้ประสานกับปากีสถานให้ช่วยเหลืออีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับกรณีที่สมาชิกระบุถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ได้บรรจุอย่างชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล สีหศักดิ์ย้ำว่า ในคำแถลงนโยบายมีปรากฏอยู่ เช่น การดำเนินนโยบายให้ไปไกลกว่าประเทศไทย เรื่องค่านิยมที่เป็นสากล คือหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพราะตนเองถือว่าการต่างประเทศที่ดีต้องสะท้อนค่านิยมที่เป็นสากล คือหลักความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
สีหศักดิ์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการทำงานด้านการต่างประเทศ ตนเองจะเน้นการทำงานร่วมกับรัฐสภา เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย


