วานนี้ (8 เมษายน) เมื่อเวลา 13.10 น. ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ได้มีการจัดการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 2) โดยมีฉัตรชัย หมอดี รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม วาระสำคัญในวันนี้คือการพิจารณาญัตติของ กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตทุ่งครุ ที่เสนอขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายถนนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
กิตติพงศ์ ได้อภิปรายถึงความล่าช้าของโครงการพัฒนาโครงข่ายถนน โดยเฉพาะถนนสาย ง21 และ ฉ1 ในโซนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ ซึ่งประชาชนรอคอยความชัดเจนมานานกว่า 10 ปี แต่โครงการกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าประชาชนอาจจะต้องรอไปถึงยุคผู้บริหารชุด 2-3 ต่อไปหรือไม่จึงจะได้เห็นการตัดถนนเพื่อแก้วิกฤตจราจร
พร้อมกันนี้ยังได้เสนอแนะให้การตัดถนนเส้นใหม่ในกรุงเทพฯ ควรบูรณาการสร้างช่องทางจักรยานไปพร้อมกัน เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณใกล้สถานศึกษา นอกจากนี้ กิตติพงศ์ยังได้แสดงความกังวลถึงปัญหาของผู้รับเหมาก่อสร้างที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานต่างชาติและต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่ค่า K (ตัวเลขดัชนีที่ใช้เป็นสูตรการปรับราคาค่าก่อสร้าง) ไม่ได้รับการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างในปัจจุบัน ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงานและเกิดเป็นสูญญากาศในโครงการต่างๆ ของ กทม.
ญัตติดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก ส.ก. อีกหลายพื้นที่ อาทิ พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก. เขตยานนาวา ที่ระบุว่าวิกฤตสงครามในปัจจุบันส่งผลกระทบทำให้หลายโครงการไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ เนื่องจากผู้รับเหมาต้องประเมินความคุ้มทุนอย่างหนัก
ขณะที่ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง ได้เน้นย้ำถึงปัญหาจราจรในเขตทุ่งครุที่อยู่ในขั้นวิกฤต ปัญหาการเวนคืนที่ดินที่ล่าช้า รวมถึงความไม่ปลอดภัยของทางม้าลายที่เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตบ่อยครั้ง ซึ่งควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน ทางด้าน อนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก. เขตวังทองหลาง ได้ตั้งคำถามถึงฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแนวทางการรับมือกับปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบชิ่งมาถึงการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร
จากประเด็นข้อหารือดังกล่าว วิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เป็นตัวแทนฝ่ายบริหารชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบัน กทม. กำลังดำเนินการโครงการขยายถนนอยู่ 23 โครงการ ภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรรเพียง 1,500 ล้านบาท โดย กทม. ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการกรรมสิทธิ์และการเวนคืนที่ดินเป็นอันดับแรก ก่อนจะเร่งรัดการก่อสร้างตามมา สำหรับข้อกังวลเรื่องการหาผู้รับจ้างนั้น ทางฝ่ายบริหารก็มีความกังวลเช่นเดียวกันเนื่องจากทำให้โครงการล่าช้า โดยแนวทางที่ กทม. สามารถดำเนินการได้คือการทบทวนราคากลางให้สอดคล้องกับต้นทุนความเป็นจริงในปัจจุบันมากที่สุด
รองผู้ว่าฯ กทม. ยังระบุเพิ่มเติมว่า อุปสรรคที่สำคัญอีกประการคือการเข้าถึงพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่น อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการที่ได้ตัวผู้รับจ้างแล้ว กทม. จะพยายามอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือภายใต้กรอบระเบียบกฎหมายที่ไม่ขัดต่อข้อบังคับ เพื่อให้การดำเนินการคล่องตัวและโครงการสำเร็จลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ ในท้ายที่สุด ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบกับญัตติดังกล่าว และส่งต่อให้ฝ่ายบริหารรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป


