×

การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์

02.03.2026
  • LOADING...
power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เรียกว่า ‘Operation Epic Fury’ พร้อมส่งสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ให้เลือกระหว่างยอมวางอาวุธหรือเผชิญความตาย และส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบในเตหะรานอย่างเปิดหน้า

 

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่เคยปิดได้ในประวัติศาสตร์โลก กลับไม่มีใครกล้าเลี้ยวผ่านในช่วงเวลานี้

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวความมั่นคง แต่คือภาพสะท้อนการเลื่อนศูนย์กลางอำนาจโลกอย่างชัดเจน จาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ 

 

ถ้า Rule-based Order คือโลกที่พยายามให้ทุกอย่างเดินตามกติกา ผ่านสถาบันระหว่างประเทศ ผ่านพันธมิตร และผ่านกระบวนการที่สร้างความชอบธรรมร่วมกัน Power-based Order อาจเปรียบเสมือนโลกที่อำนาจจริงมาก่อนกติกา ใครมีพลังทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรืออิทธิพลมากพอ คนนั้นกำหนดเกมได้ กติกายังมีอยู่ แต่ถูกใช้ตามจังหวะที่ได้เปรียบ

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เข็มทิศโลกกำลังขยับไปทางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสองแขนของ Power-based ภายใต้ทรัมป์

 

แขนแรก ทหารและความมั่นคง ยกระดับด้วยแรง

 

การโจมตีโครงสร้างป้องกันทางอากาศ ฐานขีปนาวุธ และเป้าหมายเชิงผู้นำของอิหร่าน พร้อมคำประกาศว่าจะดำเนินการตราบเท่าที่จำเป็น คือการสื่อสารว่าการใช้กำลังเป็นเครื่องมือที่พร้อมหยิบใช้ทันที

กรอบเรื่องถูกวางว่าเป็นการกำจัดภัยคุกคาม และเป็นการเตือนทั้งกองกำลังและประชาชนอิหร่านในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ภายในสหรัฐฯ เองก็เกิดแรงเสียดทานเรื่องอำนาจทำสงคราม หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส สิ่งนี้สะท้อนสไตล์การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ซึ่งเชื่อว่าความเร็วและความเด็ดขาดสำคัญกว่ากระบวนการ

 

แขนที่สอง เศรษฐกิจและการค้า ใช้ตลาดเป็นอาวุธ

 

แนวทาง Maximum Pressure ถูกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่การประกาศใช้ Reciprocal Tariff ในช่วงที่ผ่านมา คือเปิดสูงไว้ก่อน และค่อยเจรจาเพื่อไต่ระดับลงมาทีหลัง

ในภาพใหญ่กว่านั้น นโยบายการค้าช่วงปี 2025 ถึง 2026 เต็มไปด้วยมาตรการภาษี คำสั่งฝ่ายบริหาร และการจัดระเบียบการนำเข้าแบบใหม่ เครื่องมือทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นการเติบโตเท่านั้น แต่ทำหน้าที่บังคับพฤติกรรมประเทศอื่น

ในมือของทรัมป์ กองทัพกับภาษีทำงานคล้ายกัน คือเป็นแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามต้องขยับ

 

3 ความเปลี่ยนผ่านของโลกที่กำลังเกิดขึ้น

 

1. ความชอบธรรมย้ายจากกติกาไปสู่ความสามารถ

คำถามเรื่องการไม่ผ่านสภาคองเกรสชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รัฐสามารถลงมือและสร้างผลลัพธ์ได้หรือไม่

 

2. Deterrence มาก่อน Diplomacy

แทนที่จะค่อย ๆ ต่อรองเพื่อหาจุดร่วม แนวคิดคือทำให้อีกฝ่ายกลัวต้นทุนของการเผชิญหน้า จนต้องถอย

 

3. เศรษฐกิจกลายเป็นสนามรบ

เมื่อภาษีและการคว่ำบาตรถูกใช้ถี่และกว้าง มันไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์

 

นี่คือภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่าโลกที่ใช้พละกำลังมาเป็นเครื่องเจรจา หรืออาจเรียกว่า Power-based Order ได้กลายเป็นโลกที่ทุกประเทศต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

 

ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศต่างๆ ต้องอ่านเกมอย่างไร

 

1. ความเสี่ยงของการคำนวณผิดสูงขึ้น

เมื่อผู้นำพร้อมยกระดับอย่างรวดเร็ว การอ่านเจตนาผิดเพียงเล็กน้อยอาจลากภูมิภาคเข้าสู่ความตึงเครียดที่ไม่มีใครตั้งใจ

 

2. เส้นเลือดใหญ่ของโลกเปราะบางขึ้น

พลังงาน การขนส่ง และจุดคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานผันผวนได้ทันที

 

3. ประเทศขนาดกลางต้องเก่งเรื่องการถ่วงดุล

ไม่เลือกข้างสุดโต่ง รักษาความสัมพันธ์หลายด้านพร้อมกัน กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมแผนรับแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน การเงิน และความมั่นคง

 

ในโลกแบบนี้ องค์กรระหว่างประเทศยังอยู่ แต่พื้นที่ตัดสินใจจริงจะเคลื่อนไปอยู่ที่ดีลระหว่างรัฐต่อรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะดีลที่ผูกกับความมั่นคง เทคโนโลยี และการค้า

 

ปลายทางจะไปถึงไหน

 

ฉากทัศน์มีอย่างน้อยสามแบบ

 

  • ทางแรก แรงกดดันทำให้อีกฝ่ายถอย เกิดดีลใหม่ที่เข้มกว่าเดิม โลกเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ต่างฝ่ายรู้ขีดจำกัดกัน
  • ทางที่สอง เกิดวงจรตอบโต้ผ่านสงครามตัวแทน ความขัดแย้งยืดเยื้อ แม้ไม่ปะทุเป็นสงครามใหญ่
  • ทางที่สาม การใช้กำลังและอาวุธเศรษฐกิจแบบข้ามขั้นตอนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศต่าง ๆ เร่งจับกลุ่มใหม่ ย้ายห่วงโซ่อุปทาน และสร้างระบบการเงินของตนเอง โลกจึงแพงขึ้น ช้าลง และผันผวนขึ้นในระยะยาว

 

จุดที่ไปสุดของผู้นำสไตล์นี้ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ใช้กำลัง แต่คือการทำให้ประเทศอื่นเชื่อว่า โลกไม่มีกรรมการกลางที่ทุกคนเคารพเหมือนเดิม และทุกประเทศต้องเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองให้มากที่สุด

 

บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือ ในโลกที่อำนาจกลับมาเป็นภาษาหลัก ใครที่ยังคิดด้วยกรอบกติกาอย่างเดียวอาจอ่านเกมช้าเกินไป

 

คำถามสำหรับแต่ละประเทศ รวมถึงเรา คือ เรามีแรงต่อรองพอหรือยัง และเรากระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง เพราะใน Power-based Order ความมั่นคงไม่ได้มาจากการหวังให้โลกใจดี แต่มาจากการทำให้โลกต้องคิดก่อนจะกดดันเรา

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising