เวียดนามลุยกวาดล้างตลาดมืดทองคำ โดยการกำหนดโทษปรับ สำหรับผู้ผลิตทองคำ ส่งออก-นำเข้า และซื้อขายทองคำผิดกฎหมาย หวังดึงกิจกรรมต่างๆ ให้เข้ามาอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ หลังทองคำได้รับความนิยมจากชาวเวียดนามอย่างมาก จนทำให้ราคาในประเทศพุ่งแรงแซงราคาตลาดโลก ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของเงินดองที่ผันผวน จนประชาชนหันมาตีราคาสินค้าต่างๆ เช่น รถจักรยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ เป็นหน่วยทองคำแทนสกุลเงินดองแล้ว
รัฐบาลเวียดนามหันมาใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ภายใต้กฤษฎีกาฉบับใหม่ที่ 340 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อสั่งปรับเงินสูงถึง 300 ล้านดอง (ราว 3.6 แสนบาท) สำหรับผู้ผลิตทองคำผิดกฎหมายหรือไม่ได้รับใบอนุญาต
กฎหมายฉบับล่าสุดยังกำหนดบทลงโทษปรับเป็นเงิน 100 ล้านดอง สำหรับผู้ที่ลักลอบนำเข้าหรือส่งออกทองคำข้ามพรมแดน และปรับ 20 ล้านดอง สำหรับการซื้อทองคำแท่งผ่านผู้ขายที่ไม่ได้รับใบอนุญาต หวังควบคุมการลักลอบนำเข้าและซื้อขายทองคำเถื่อน โดยการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพื่อดึงกิจกรรมการซื้อขายให้เข้ามาอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้
การออกกฎหมายที่เข้มงวดนี้ เกิดขึ้นหลายเดือนหลังจากที่รัฐบาลเวียดนามประกาศยกเลิกการผูกขาดทางการค้าและการผลิตทองคำแท่ง ที่ดำเนินมานานถึง 13 ปี เมื่อเดือนธันวาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันต่าง ๆ ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam) จะสามารถดำเนินการผลิตทองคำแท่งและทำการค้าทองคำได้ จากก่อนหน้านี้ บริษัท ไซง่อน จิวเวลรี่ (Saigon Jewelry Company) เป็นผู้ผลิตแต่เพียงรายเดียว ตั้งแต่ปี 2012
โดยการผูกขาดตลาดในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศเวียดนามพุ่งสูงกว่าราคาในตลาดโลก
ดังนั้น รัฐบาลเวียดนามจึงกำลังมุ่งลดความร้อนแรงของ ‘กระแสทอง’ (gold fever) ซึ่งได้ผลักดันให้อุปสงค์ไหลเข้าสู่ตลาดมืด กล่าวคือ เมื่อการผูกขาดสิ้นสุดลงจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเพิ่มปริมาณอุปทานที่ถูกกฎหมายและดึงราคาให้ลดลงสู่ระดับเดียวกับราคาตลาดโลก
นอกจากนี้ ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนยังต้องการให้ประชาชนลดการกักตุนทองคำแท่งไว้ในครัวเรือน และหันไปนำเงินออมเหล่านั้นไปลงทุนในช่องทางที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทน
เมื่อปีที่ผ่านมา อดีตผู้อำนวยการบริษัท ไซง่อน จิวเวลรี่ ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ในข้อหายักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในทางมิชอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปราบปรามการทุจริตครั้งใหญ่ของเวียดนาม
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า เวียดนาม เป็นตลาดทองคำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตลาดทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย
ผลสำรวจของสภาทองคำโลก เมื่อปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า ชาวเวียดนามประมาณ 80% มองว่าทองคำเป็น ‘เครื่องป้องกันความเสี่ยงที่ดีในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ’ รวมถึงช่วยป้องกันผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงในระยะยาว
ทั้งนี้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในประเทศ ถือเป็นการลงทุนยอดนิยมในเวียดนาม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ถูกห้ามมิให้โอนเงินออกนอกประเทศในเกือบทุกกรณี
โดยช่วงวิกฤตความผันผวนทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 1980 โดยชาวบ้านในเวียดนามมักตีราคาสินค้าต่างๆ ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึงบ้านเรือนเป็นหน่วย ‘ตำลึง’ (Taels) ซึ่งเป็นหน่วยน้ำหนักทองคำแทนเงินดอง ที่มีความผันผวน อีกทั้งร้านขายเครื่องประดับเคยเป็นศูนย์กลางยอดนิยมสำหรับการแลกเปลี่ยนเงินตราจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งนี้ 1 Tael มีน้ำหนักเท่ากับ 37.5 กรัม
โดยขณะที่รัฐบาลดำเนินความพยายามเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอุปทานทองคำ ทางการได้เริ่มออกใบอนุญาตให้ธนาคารเอกชนและสถาบันอื่น ๆ สามารถผลิตและค้าทองคำในฐานะวัตถุดิบได้ ผู้ที่ฝ่าฝืนกฤษฎีกาที่ 340 ซึ่งจำกัดการขายเครื่องประดับและสถานที่ที่สามารถทำการค้าทองคำได้นั้น มีความเสี่ยงที่จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือถูกยึดทองคำที่ครอบครองไว้
ภาพ: Andy Soloman / Shutterstock


