สำนักข่าว Reuters เผยแพร่รายงานและคลิปวิดีโอเมื่อวันศุกร์ (13 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา ภายหลังการลงพื้นที่บริเวณชายแดนฝั่งกัมพูชาเพื่อตรวจสอบสภาพความเสียหายของปราสาทพระวิหาร และหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย
Reuters รายงานว่าเจ้าหน้าที่ของทางการกัมพูชาได้แสดงให้เห็นความเสียหายของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การ UNESCO โดยเพ็งซัมอึน (Pheng Sam Oeun) รองอธิบดีของ National Authority for Preah Vihear temple หน่วยงานดูแลปราสาทพระวิหาร ระบุว่า “รอยกระสุน รอยบุบ และวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณนั้น เป็นผลมาจากการยิงปืนใหญ่ของไทยระหว่างการปะทะกันตามแนวชายแดน”
“เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่เห็นแหล่งมรดกโลกถูกยิงและทำลายเช่นนี้ เมื่อเทียบกับสถานที่สำคัญอื่นๆ ทั่วโลก ประชาคมระหว่างประเทศควรดูแลสถานที่แห่งนี้ หนึ่งคือการซ่อมแซม และสองคือต้องร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งการทำลายมรดกโลก เช่น ปราสาทพระวิหารแห่งนี้”
ทั้งนี้ กัมพูชาได้ส่งรายงานความเสียหายให้แก่ UNESCO และดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อรักษาสภาพของปราสาทพระวิหารในส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ขณะที่ซัมอึนกล่าวว่า การจัดหาเงินทุนสำหรับการบูรณะฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบยังคงมีความไม่แน่นอน
ที่ผ่านมาทางกองทัพภาคที่ 2 ของไทยมีข้อมูลและหลักฐานทั้งคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารเป็นที่ตั้งทางทหาร พร้อมทั้งมีการวางกำลังและสะสมอาวุธในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการเคลื่อนไหวกำลังพล และสร้างสิ่งปลูกสร้าง พร้อมสะสมยุทโธปกรณ์บางส่วนในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร อาทิ อาวุธจรวดต่อสู้รถถัง ซึ่งหลักฐานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้พื้นที่ปราสาทพระวิหารในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร มากกว่าการดำรงสถานะเป็นพื้นที่โบราณสถานหรือแหล่งท่องเที่ยวตามปกติ
อย่างไรก็ตาม Reuters เปิดเผยว่าได้ติดต่อสอบถามความเห็นในเรื่องความเสียหายของปราสาทพระวิหารไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยแล้ว แต่ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น
นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกัมพูชากำลังดำเนินการเก็บกู้ระเบิดลูกปรายและกระสุนปืนใหญ่ที่ยังไม่ระเบิดรอบบริเวณปราสาทพระวิหาร
โดยเอียน โสเทีย (EAN SOTHEA) ผู้จัดการหน่วยเก็บกู้ระเบิดเผยว่า ทางการกัมพูชาได้สั่งปิดโรงเรียนมากกว่า 40 แห่งทั่วจังหวัดพระวิหาร และให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ระเบิดที่ยังไม่ระเบิดทั้งในโรงพยาบาล วัด และบ้านเรือนของประชาชน
“สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ เราปิดโรงเรียนมากกว่า 40 แห่งทั่วทั้งจังหวัดพระวิหาร ประการที่สอง เราเก็บกู้ระเบิดที่ยังไม่ระเบิดในโรงพยาบาล วัด บ้านเรือนของประชาชนที่เดินทางกลับมา และเราจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมอื่นๆ ตามคำขอจากหน่วยงานท้องถิ่น และเราได้ตอบสนองต่อคำขอของพวกเขาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม”
Reuters ยังได้เผยแพร่ภาพขณะลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านเปรยจัน ฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว พร้อมระบุว่าการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาที่เกิดขึ้่นส่งผลให้หมู่บ้านถูกแยกออกเป็นสองส่วน ซึ่งฝ่ายกัมพูชาประเมินว่าประมาณ 80% ของที่ดินและบ้านเรือนในหมู่บ้านเปรยจันและโจกเจย นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไปทำให้ประชาชนกัมพูชากว่า 4,600 คนต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว
ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่ส่วนที่ทางการไทยได้ยึดคืนนั้น เป็นส่วนที่ไทยอ้างสิทธิ์แต่ถูกฝ่ายกัมพูชา ทั้งทหารและพลเรือนเข้ามายึดครองนานกว่า 40 ปี โดยหลังการยึดคืน ฝ่ายไทยได้ทำการตั้งกำแพงที่ทำจากตู้คอนเทนเนอร์และเสริมด้วยรั้วลวดหนาม
โดย Reuters ยังเผยภาพขณะที่ Proeung Sopheap หญิงชาวกัมพูชาวัย 59 ปี เข้าไปสำรวจและเก็บข้าวของในบ้านที่ถูกทิ้งร้างเป็นครั้งแรกหลังเหตุปะทะในเดือนธันวาคม โดยเธอกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าอะไรนำมาซึ่งการปะทะครั้งนี้” และ “ต้องการสันติภาพ ไม่ใช่สงคราม เช่นเดียวกับชาวกัมพูชาคนอื่นๆ”
ขณะที่ Pich Vorn ชายชาวกัมพูชาวัย 57 ปี ที่อาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว ให้สัมภาษณ์ว่าต้องการเพียงบ้านและที่ดินของเขากลับคืนมา
“ผมต้องการบ้านและที่ดินของผมคืน และผมต้องการกลับไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นอีกครั้ง ผมไม่ต้องการที่ดินใหม่ใดๆ ผมต้องการที่ดินของผมคืน ผมต้องการมันคืนแม้ว่ามันจะเล็ก แต่ก็เป็นสถานที่ที่ผมเคยอาศัยอยู่มาหลายปี”
ภาพ : REUTERS
อ้างอิง :


