วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมาเปิดเผยความเห็นทางข้อกฎหมายกรณีประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างรุนแรง ทั้งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แหล่งข่าวระบุว่า การพิมพ์บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เข้าข่ายการกระทำความผิดใน 2 ประเด็นหลัก คือ
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
1. ขัดรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 85 ซึ่งกำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยตรงและลับ
2. ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ปี 2561 มาตรา 96 ที่บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนนำสัญลักษณ์หรือรหัสใดๆ ใส่ลงในบัตร จะมีบทลงโทษตาม มาตรา 164 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท นอกจากนี้ หากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกด้วย
กรณีที่ กกต. ออกมาแถลงชี้แจงว่า แม้จะมีคิวอาร์โค้ด แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครกาให้ใคร นั้น แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดชี้ว่า เป็นการแก้ตัวที่หลงประเด็น และคำแถลงดังกล่าวน่าจะถือได้ว่าเป็นคำรับสารภาพ ว่าได้กระทำความผิดไปแล้ว
แหล่งข่าวระบุว่า ประเด็นทางกฎหมายไม่ได้อยู่ที่ว่า มีใครรู้หรือไม่ว่าใครเลือกใคร (ข้อเท็จจริง) แต่อยู่ที่ว่า กกต. ได้กระทำการฝ่าฝืนสิ่งที่กฎหมายห้าม คือการทำเครื่องหมายลงในบัตรและการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เพราะโดยกลไกแล้ว หากมีการสแกนคิวอาร์โค้ดก็จะทราบหมายเลขบัตร ซึ่งตรงกับต้นขั้วที่มีการเขียนเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ใช้สิทธิกำกับไว้ ดังนั้น ทันทีที่เจ้าหน้าที่สแกนก็จะรู้ผลทันที ซึ่งขัดต่อหลักการที่ว่า ไม่ว่ากรณีใดๆ จะต้องไม่มีช่องทางให้ล่วงรู้ความลับของผู้ลงคะแนน
แหล่งข่าวระดับสูง ยังได้หยิบยกบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 มาเทียบเคียง โดยระบุว่า ในครั้งนั้นเพียงแค่ กกต. หันคูหาเลือกตั้งออกด้านนอก ซึ่งส่อไปในทางที่จะไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีใครแอบดูหรือรู้ผลคะแนนหรือไม่
ดังนั้น กรณีการพิมพ์บาร์โค้ดในครั้งนี้ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าประชาชนคนใดลงคะแนนให้ใคร จึงถือเป็นความผิดที่ชัดเจนและรุนแรงกว่ากรณีปี 2549 การที่ กกต. ออกมายอมรับว่ามีการพิมพ์รหัสจริง จึงเท่ากับเป็นการจำนนต่อหลักฐานและรับสารภาพในการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


