×

อนาคตความสัมพันธ์โตเกียว-ปักกิ่ง จะไปสู่จุดไหน หากทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งญี่ปุ่นแบบแลนด์สไลด์?

06.02.2026
  • LOADING...
ภาพ: ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำพรรครัฐบาล LDP ของญี่ปุ่น

เป็นที่จับตามองอย่างยิ่งสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่ามีโอกาสที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงและผู้นำพรรครัฐบาล LDP อาจจะสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างถล่มทลาย ท่ามกลางคะแนนนิยมของตัวเธอที่พุ่งสูง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นกังวล คือท่าทีของเธอต่อมหาอำนาจใกล้บ้านอย่างจีน เนื่องจากในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดการจุดชนวนข้อพิพาททางการทูตครั้งใหญ่ เมื่อเธอกล่าวในรัฐสภาว่า “การบุกโจมตีไต้หวันโดยจีนแผ่นดินใหญ่จะเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ความจำเป็นในการแทรกแซงทางทหาร” หรือพูดง่ายๆ คือ “รัฐบาลโตเกียวอาจตอบโต้หากกองทัพจีนเปิดฉากโจมตีไต้หวัน”

 

ท่าทีของทาคาอิจิ สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งแก่รัฐบาลปักกิ่ง จนถึงขั้นตอบโต้ด้วยการระงับการค้าและการเจรจาระดับสูง ระงับการนำเข้าอาหารทะเล จำกัดการส่งออกแร่หายาก และจำกัดการเดินทางของชาวจีนไปยังญี่ปุ่น

 

ที่ผ่านมา จีนมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่ง และจะต้องรวมเข้ากับจีนถึงแม้ต้องใช้กำลังหากจำเป็น ในขณะที่ปัญหาไต้หวันนั้นเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับ ‘ผลประโยชน์หลัก’ ของจีนในด้านอธิปไตย ดินแดน และความเป็นเอกภาพ ดังนั้น คำพูดที่มีนัยแทรกแซงเพียงเล็กน้อยจากผู้นำต่างชาติ ก็มีนัยอย่างมากในทางการเมืองสำหรับจีน

 

คำถามสำคัญคือหากทาคาอิจิ ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างถล่มทลายจริง ท่าทีของเธอต่อจีนจะยิ่งแข็งกร้าว ราวกับได้อาณัติจากประชาชนให้ตอบโต้และเผชิญหน้ากับจีนด้วยจุดยืน ‘ไม่ยอมก้มหัว’ หรือไม่ และอนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะเดินหน้าไปสู่จุดไหน?

 

เตือนญี่ปุ่นจ่ายราคาแพงหากงัดข้อจีน

 

คาซูฮิสะ ชิมาดะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น เชื่อว่า

 

“ความคิดเริ่มต้นของจีนน่าจะเป็นการพยายามโค่นล้มรัฐบาลทาคาอิจิ” ซึ่งสะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และรัฐบาลชุดใหม่ของทาคาอิจิที่อ่อนแอหรือไม่ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย อาจจะไม่ได้รับการยอมรับอย่างจริงจัง

 

โดยคำกล่าวของ กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 มกราคม ว่า “ทาคาอิจิ ได้คุกคามอย่างรุนแรงต่อรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น” ยิ่งสะท้อนชัดถึงท่าทีของจีนในการต่อต้านทาคาอิจิ

 

ขณะที่ Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่จีนรายหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าการเลือกตั้งของญี่ปุ่นในครั้งนี้ อาจนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้นแก่ทาคาอิจิ แต่เตือนว่า ท้ายที่สุดแล้วประชาชนชาวญี่ปุ่นจะได้เห็นการชดใช้ทางการทูตและเศรษฐกิจ สำหรับการงัดข้อกับจีน

 

ไม่ก้มหัวจีน แต่ไม่ยั่วยุมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม พอล มิดฟอร์ด (Paul Midford) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน (Meiji Gakuin University) ในโยโกฮามา มองว่า ทาคาอิจิไม่น่าจะใช้ท่าทีที่เผชิญหน้ากับจีนมากขึ้น

 

“ญี่ปุ่นกำลังจ่ายราคาทางเศรษฐกิจจากคำพูดก่อนหน้านี้ของเธอ และเธอก็พยายามที่จะถอนคำพูดเหล่านั้นอย่างไม่เป็นทางการ” เขากล่าว และเสริมว่า สหรัฐฯ พันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่น ก็เรียกร้องให้เธอหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจยั่วยุปักกิ่งมากขึ้น

 

มิดฟอร์ดชี้ว่า ถึงแม้ทาคาอิจิ จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบังคับให้จีนกลับมามีส่วนร่วมหรือฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นได้ในระยะสั้น

 

“มันจะต้องมีแถลงการณ์ทางการทูตที่วางแผนมาอย่างรอบคอบ ซึ่งจะทำให้จีนสามารถอ้างได้ว่า ทาคาอิจิยอมถอย และทำให้ทาคาอิจิอ้างได้ว่า เธอยืนหยัดต่อจุดยืนของเธออย่างมั่นคง” มิดฟอร์ดกล่าว

 

แกรนต์ นิวแชม (Grant Newsham) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ญี่ปุ่น มองว่าชัยชนะที่เด็ดขาดในการเลือกตั้ง จะยิ่งส่งเสริมตำแหน่งของทาคาอิจิ ทั้งในด้านการทูตและกิจการต่างประเทศ

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ทาคาอิจิยืนหยัดในจุดยืนของตนเอง โดยไม่ยอมถอยหรือแสดงท่าทีประนีประนอมต่อปักกิ่งเหมือนที่รัฐบาลญี่ปุ่นมักจะทำ

 

“หากเธอชนะอย่างถล่มทลาย เธอจะยิ่งไม่ถอย” นิวแชมกล่าว พร้อมเสริมว่าความขัดแย้งนี้มีส่วนทำให้ทาคาอิจิได้รับความนิยมมากขึ้น โดยประชาชนชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย มองว่าการกระทำของเธอนั้นถือเป็น ‘ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง’

 

ต่อต้านการบีบบังคับ

 

ในขณะที่ประเด็นค่าครองชีพภายในประเทศถือเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงของพรรค LDP แต่ความตึงเครียดกับจีนก็เป็นเรื่องใหญ่ที่คุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอของญี่ปุ่น และกระตุ้นให้รัฐบาลต้องเพิ่มความพยายามในการเสริมสร้างความมั่นคง

 

มิดฟอร์ด มองว่าความวิตกกังวลทางเศรษฐกิจ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทาคาอิจิตัดสินใจยุบสภาและจัดการเลือกตั้งในตอนนี้

 

โดยเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ทาคาอิจิได้ประกาศข่าวการเตรียมยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ พร้อมทั้งมีการกล่าวถึงประเด็นการซ้อมรบทางทหารของจีนรอบไต้หวันและ ‘การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ’ ของจีน

 

ผลกระทบจากการตอบโต้ของจีนต่อคำพูดของทาคาอิจินั้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปยังญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง

 

ในขณะที่สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า ปักกิ่งกำลังพิจารณาจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) และแร่ธาตุสำคัญ โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย Daiwa ประเมินว่า การจำกัดดังกล่าวอาจทำให้ GDP ของญี่ปุ่นลดลงถึง 3% หรือประมาณ 1.17 แสนล้านดอลลาร์ และทำให้งาน 2 ล้านตำแหน่งหายไป

 

ผลสำรวจของ REUTERS ในเดือนนี้แสดงให้เห็นว่า บริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 2 ใน 3 คาดการณ์ว่า ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับจีนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ Asahi แสดงให้เห็นว่า 60% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจาก 53% ในเดือนธันวาคม

 

ท่าทีด้านการป้องกันประเทศ

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ทาคาอิจิน่าจะค่อยๆ เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้เกิน 2% ของ GDP ไปเป็น 3% ในอีกหลายปีข้างหน้า แต่การจะเพิ่มให้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลากว่าทศวรรษนั้นเป็นเรื่องท้าทาย

 

มิดฟอร์ดตั้งข้อสังเกตว่า ทาคาอิจิกำลังเผชิญกับความไม่ไว้วางใจอย่างมากในตลาดพันธบัตรและตลาดสกุลเงิน เนื่องจากการใช้จ่ายงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือยและไม่กังวลเกี่ยวกับงบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

 

เขาเสริมว่า ความรู้สึกเช่นนี้อาจส่งผลเสียต่อค่าเงินเยนและส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ การเสริมสร้างกำลังป้องกันประเทศของทาคาอิจิ น่าจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความมั่นคงทางดินแดน โดยเริ่มจากพื้นที่พิพาทในทะเลจีนตะวันออก อย่างหมู่เกาะเซ็งกากุ และซากิชิมะ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ

 

ซาโตรุ นากาโอะ (Satoru Nagao) นักวิจัยจากสถาบันฮัดสัน (Hudson Institute)ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า การยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น หมายความว่าทาคาอิจิจะต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อการป้องกันประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัฐบาลใหม่ของทาคาอิจิ จะผ่อนปรนข้อจำกัดในการส่งออกอาวุธภายในเดือนเมษายน และจัดตั้งองค์กรข่าวกรองใหม่ภายในเดือนกรกฎาคม

 

โดยนักวิเคราะห์มองว่า การผ่อนปรนข้อจำกัดในการส่งออกอาวุธจะทำให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและประกอบเสร็จสมบูรณ์ได้มากขึ้น เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และความจำเป็นในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

ขณะที่สำนักงานข่าวกรองแห่งใหม่นั้นมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรองของญี่ปุ่น และคาดว่าจะร่วมมือกับหน่วยงานข่าวกรองของชาติตะวันตก

 

อีกภารกิจสำคัญด้านการป้องกันประเทศในรัฐบาลใหม่ของทาคาอิจิ คือการขยายการผลิตในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแร่ธาตุที่สำคัญ และลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากจีน

 

ส่วนท่าทีของทาคาอิจิ ในด้านการตอบโต้ทางทหารต่อจีนนั้น นิวแชมมองว่า “ญี่ปุ่นนั้นยังไม่มีศักยภาพ กำลังคน อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ที่จะคุกคามประเทศเพื่อนบ้านด้วยการกระทำที่ก้าวร้าวและรุกคืบ”

 

“แผนการของทาคาอิจิสำหรับการปรับปรุงกองกำลังป้องกันตนเองในอนาคตนั้นมุ่งเน้นไปที่การป้องกันเชิงยุทธศาสตร์ และดำเนินการร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ”

 

ภาพ : REUTERS/Kim Kyung-Hoon

 

อ้างอิง :

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising