วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ387/2568 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นัสเซอร์ หยีหมะ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เป็นจำเลยที่ 1 และ พิชิต ไชยมงคล หรือตั้ม แกนนำ คปท. เป็นจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
คดีนี้โจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการชุมนุม ได้ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ชุมนุมตั้งวางเต็นท์และเพิงพักกีดขวางการจราจร 2 ช่องทางบนถนนพิษณุโลก และในเวลากลางคืนยังมีการนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดกั้นช่องทางเดินรถที่เหลืออีก 2 ช่องทาง รวมถึงมีการวางกรวยกีดกั้นทางสาธารณะ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะจะมีหนังสือประกาศแจ้งให้แก้ไขรวม 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองกลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำสั่ง
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่ามีการตั้งเต็นท์และจอดรถปิดกั้นการจราจรจริงตามฟ้อง โดยพยานโจทก์ซึ่งประกอบด้วยประชาชน นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัย ได้เบิกความสอดคล้องกันถึงความเดือดร้อนที่ได้รับ โดยเฉพาะนักศึกษากว่า 700 คนที่ลงชื่อยืนยันผลกระทบจากการที่ต้องเดินเท้าเข้ามหาวิทยาลัยเนื่องจากรถไม่สามารถผ่านเข้า-ออกประตูได้ ทำให้เข้าเรียนสายหรือขาดเรียน รวมถึงเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถของผู้ชุมนุมที่จอดขวางถนน
ศาลเห็นว่า เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มุ่งหมายให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและไม่กระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แต่จำเลยทั้งสองกลับจัดการชุมนุมโดยคำนึงถึงสิทธิของพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ปล่อยให้มีการตั้งเต็นท์พักแรมใจกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการและสถานศึกษา ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควรแก่ประชาชน ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าไม่สามารถจัดการชุมนุมในบริเวณอื่นได้ และอ้างคำสั่งศาลแพ่งในคดีอื่นนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้แก้ไขการชุมนุมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 15(4) ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 1 เดือน และเมื่อพิจารณาประวัติพบว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง ตามรายงานของกองทะเบียนประวัติอาชญากร ศาลจึงเห็นสมควร ไม่รอการลงโทษ


