×

เลือกตั้ง 2569 : อีสาน: เกม 3 สี น้ำเงินมาแรง แดงตั้งรับ ส้มฝันไกล?

02.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการวิเคราะห์การเมืองเลือกตั้งภาคอีสาน โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองสีน้ำเงิน แดง และส้ม

สัปดาห์สุดท้ายก่อนนับถอยหลังสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการเลือกตั้ง สส. จะเป็นตัวเลขที่กำหนด ‘เกมใหม่’ ของสนามการเมืองนับแต่นี้ไป และส่งผลต่อโฉมหน้าของรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากนั้น

 

พื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด แบ่งตามเขตเลือกตั้งแล้วเท่ากับมีเก้าอี้ สส. มากถึง 133 คน ที่แต่ละพรรคการเมืองต้องช่วงชิงในภูมิภาคนี้ ภาคอีสานจึงมักเป็นพื้นที่ชี้ขาดว่า ใครที่กวาดเสียงข้างมากได้ ย่อมมีโอกาสสูงได้ชิงธงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

 

กว่า 25 ปี มนต์ขลังของ ‘ไทยรักไทย’ ปกคลุมดินแดนที่ราบสูงจนยากจะจินตนาการได้ว่า ปัจจุบันนี้ ‘ค่ายสีน้ำเงิน’ ได้รุกคืบเข้ามาช่วงชิงจังหวัดยุทธศาสตร์ไปหลายแห่ง จนถือเอาโซนอีสานใต้เป็นที่มั่นสำคัญได้ ตอกย้ำด้วยเหตุปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ยิ่งขับเคลื่อนกระแส ‘ชาตินิยม’ ให้โลดทะยาน ด้วยถ้อยคำของผู้นำรัฐบาลว่า “จะไม่ยอมเสียอธิปไตยไทยแม้เพียงตารางนิ้วเดียว”

 

อาศัยจังหวะที่เพื่อไทยเพลี่ยงพล้ำ หลังนายกรัฐมนตรีหลุดเก้าอี้ และ สส. เจ้าของพื้นที่พลิกค่ายย้ายฝั่ง ในขณะที่ภูมิใจไทยได้ทีขี่กระแสชาตินิยม และพรรคสีส้มก็หวังเป็นตัวแปรตัดเกมเพิ่มเก้าอี้ สส. จากคราวก่อน ผลการเลือกตั้งในภาคอีสานจะเป็นไปในแง่ใดได้บ้าง

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์การเมืองเลือกตั้งภาคอีสาน โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองสีน้ำเงิน แดง และส้ม 1

 

อีสานใต้: น้ำเงินผงาด ชาตินิยม

 

พื้นที่ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเล็งเห็นโอกาสมากที่สุดในการรักษาที่นั่งเดิม และรุกเพิ่มบางส่วน คือโซนอีสานใต้ เรื่อยไปจนบางจังหวัดในภาคตะวันตก ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพรรคใช้กลไกอำนาจรัฐในการดูแลความปลอดภัย และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่สร้างภาพลักษณ์ ‘ผู้สนับสนุน’ กำลังทหารไปปกป้องอธิปไตย

 

บุรีรัมย์ (10 ที่นั่ง): แกนกลางอำนาจค่ายสีน้ำเงิน ฐานที่มั่น ‘ครูใหญ่’ มีหลายพรรคหวังตีให้แตก โดยเฉพาะเพื่อไทยที่มุ่งเป้าชิง 1 ที่นั่ง ในเขต 7 ซึ่งรอบที่แล้วแพ้ห่างกันเพียงหลักร้อย

 

ศรีสะเกษ (9 ที่นั่ง): จุดยุทธศาสตร์แดง-น้ำเงิน ที่ดุเดือดและซับซ้อนที่สุด ภูมิใจไทยมุ่งหมายจะกวาดยกจังหวัด มีบ้าน ‘ไตรสรณกุล’ ที่สร้างบทบาทเด่นชัดในช่วงสถานการณ์ชายแดน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลักให้คนในพื้นที่ไว้วางใจ

 

มองในแง่ดุลการเมืองภายในพรรคเอง ศรีสะเกษแม้จะเป็นจังหวัดสำคัญ แต่สัดส่วนที่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรียังมีน้อย เห็นแต่ ‘โฆษกรัฐบาล’ หรือ ‘เลขาธิการนายกรัฐมนตรี’ หากหนนี้ผลงานดีได้ สส. ยกจังหวัด ไม่แน่ว่าอาจส่งทายาทไตรสรณกุลขึ้นแท่น ‘รัฐมนตรีว่าการ’ ได้เลย

 

สุรินทร์ (9 ที่นั่ง): เหนียวแน่นไม่แพ้บุรีรัมย์ เป็นความท้าทายของเพื่อไทยในการรักษา 3 ที่นั่งเดิมให้คงอยู่

 

อุบลราชธานี (11 ที่นั่ง): เป็นพื้นที่ซึ่งเพื่อไทยเริ่มอ่อนกำลังลงตั้งแต่ปี 2566 ที่ถูกภูมิใจไทยชิงไปได้ 2 เก้าอี้ ซ้ำคราวนี้พรรคไทรวมพลัง หรืออดีตพรรคเพื่อไทรวมพลัง ก็เตรียมรุกคืบเพิ่มจาก 2 เขตเดิม โดยเก็บแต้มต่อจากสถานการณ์ชายแดนมาพอสมควร

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์การเมืองเลือกตั้งภาคอีสาน โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองสีน้ำเงิน แดง และส้ม 2

 

เพื่อไทย: รักษาปราการเดิม ทวงศักดิ์ศรีทักษิณ

 

ยุทธการของเพื่อไทยหนนี้คงต้องเน้น ‘เชิงรับ’ มากกว่ารุก เพราะกระแสของพรรคยังทรงตัว ไม่ได้ย่ำแย่จนกู่ไม่กลับอย่างที่หลายฝ่ายประเมิน เห็นได้จาก สส. ภาคอีสาน ที่ไม่ค่อยปรากฏ ‘งูเห่า’ หรือย้ายพรรคกันมากนัก โจทย์สำคัญจึงเป็นการรักษาพื้นที่เดิมไว้ให้มากที่สุด และชู ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นจุดขายหลัก โดยการเดินสายหาเสียงอย่างหนักในหลายเวทีทั่วภาคอีสาน

 

จังหวัดที่ฐานเสียงของเพื่อไทยยังแข็งแกร่ง และต้องรักษาที่นั่งไว้ให้มากที่สุด เช่น นครพนม, ยโสธร, มหาสารคาม, บึงกาฬ, เลย, มุกดาหาร, หนองคาย และ เลย โดยต้องจับตาเป็นพิเศษไปที่นครราชสีมา และขอนแก่น

 

นครราชสีมา (16 ที่นั่ง): เพื่อไทยเคยกวาดมาถึง 12 ที่นั่ง หนนี้ขุมกำลังหลักจาก 2 โรงแป้ง ‘เอี่ยมเฮง-เอี่ยมธงชัย’ ผนึกกำลังเปิดหลายแนวรบ มีหลายเขตต้องสู้ยิบตา เช่น เขต 6 ที่ โกศล ปัทมะ แชมป์เก่าย้ายไปสวมเสื้อภูมิใจไทย. เขต 10 บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ คู่แข่งตัวฉกาจที่ผลัดกันแพ้ชนะ, เขต 15 ที่พรรคกล้าธรรมส่งเลือดใหม่มาท้าทาย และ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ล็อกเป้ามาเปิดเวทีปราศรัยที่เขตเลือกตั้งนี้ด้วยตัวเอง

 

ขอนแก่น (11 ที่นั่ง): เพื่อไทยมีหลายเขตที่ผู้สมัครมีศักยภาพและอาจรักษาแชมป์ได้ แต่จุดเดือดพล่านคือเขต 9 และ เขต 10 ซึ่งเป็นการวัดบารมีกันระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ ‘อรรณพพร’ และ ‘พงษ์พานิช’ ซึ่งไม่ค่อยจะลงรอยกัน แม้อยู่ร่วมชายคาเพื่อไทยมาทั้งคู่ แต่ล่าสุดบ้านอรรณพพรแตกหัก พลิกขั้วไปอยู่กับภูมิใจไทย

 

เขต 9 เป็นที่โจษจัน เพราะ สรัสนันท์ อรรณพพร อดีต สส. ขอนแก่น เพื่อไทย ฉีกหน้าแกนนำพรรคไปสวมเสื้อภูมิใจไทย แม้ขึ้นเวทีเปิดตัวกับเพื่อไทยไปแล้ว คราวนี้ตระกูลกลุ่มเหรียญทองจึงส่งคนมาประชันในนามเพื่อไทยอีกครั้ง ส่วนเขต 10 ต้องตัดสินด้วยบารมีล้วนๆ เพราะทายาทบ้านอรรณพพร ต้องชนกับ วันนิวัติ สมบูรณ์ อดีต สส. 2 สมัย หลานชาย ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช เครือข่ายหนึ่งใน ‘สายตรง’ ของผู้นำทางจิตวิญญาณค่ายแดง

 

มองในเชิงสัญลักษณ์ ศึก 2 ตระกูลในขอนแก่นนี้ อาจเป็นภาพแทนดุลการเมืองฝั่งที่ยังภักดีกับ ทักษิณ ชินวัตร ว่าจะยังคงได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากคนอีสาน สายธารแห่งขบวนการเสื้อแดงอยู่หรือไม่ ชนะหรือแพ้หนนี้จึงไม่อาจดูได้เพียงพื้นที่ แต่คือศักดิ์ศรีของพรรคเพื่อไทยนับจากนี้ด้วย

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์การเมืองเลือกตั้งภาคอีสาน โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองสีน้ำเงิน แดง และส้ม 3

 

ประชาชน: คิดการใหญ่ ล็อกเป้า 45 เขต

 

ด้านพรรคประชาชนที่ดูจะแผ่วในพื้นที่ภาคอีสาน จากที่พรรคก้าวไกลเคยได้ สส. มา 8 คน จากภูมิภาคนี้เมื่อปี 2566 จึงไม่ค่อยถูกนับรวมเป็นตัวเต็งชิงเก้าอี้ในแดนที่ราบสูงเหมือนพรรคสีแดง-น้ำเงิน ทว่าก็มีจุดที่ไม่อาจประมาท เมื่อช่วงก่อนเข้าโค้งสุดท้าย หรือปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา คะแนนนิยมของพรรคประชาชนในภาคอีสานก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตา

 

อีสานโพล (E-Saan Poll) ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดผลสำรวจชี้ว่า ความนิยม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในภาคอีสาน ทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ที่ 30.3% โดยภูมิใจไทยตามมาติดๆ ที่ 30.1% แม้จะยังไม่มีข้อบ่งชี้เรื่องเขต แต่พรรคสีส้มก็เริ่มมีหวังเมื่อเห็นกระแสตอบรับจากเวทีปราศรัยย่อยล่าสุดที่เซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา ที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ไปเยือน

 

ยิ่งเมื่อคิดตามสูตรคำนวณกลยุทธ์สู่เป้าหมาย 250 เสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนวางแนวทางโกยคะแนนเสียงให้ได้ สส. เพิ่มจากเดิมอีก 104 เขต โดยใช้เกณฑ์เน้นหนักไปในจังหวัดที่พรรคก้าวไกลเคยได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ซึ่งจังหวัดในภาคอีสานมีอยู่ 45 เขต จาก 104 พื้นที่เป้าหมาย คิดเป็นสัดส่วนมากสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น เช่น ภาคกลาง 22 เขต และภาคใต้ 9 เขต

 

ส่วนจะปักธงเพิ่มจังหวัดใดในภาคอีสานได้นั้น คงอ่านได้จากการวางเส้นทาง ‘คาราวานพรรคประชาชน’ ที่ขนแกนนำเดินสายหาเสียง แบ่งออกเป็น 2 สาย คือสายอีสานริมโขง ‘นายฮ้อยทมิฬ’ เริ่มต้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี ส่วนสายอีสานใต้ ‘คมแฝก’ เริ่มที่จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร โดยทั้ง 2 สาย จะมาบรรจบกันที่เวทีปราศรัยใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้ สส. เขต มากถึง 3 คนนั่นเอง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising