ไม่รอไฮสปีด! UTA จับมือ สกพอ. ลงนามข้อตกลงคิกออฟโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ และเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ ดีเดย์ ก.พ.นี้ ลุยพัฒนา Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO โดย ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)
โดยมีกวิน กาญจนพาสน์ และพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ร่วมกันลงนาม ในข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการฯ อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อตกลงฯ ฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (HSR) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัท UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ลุ้นไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ไปต่อหรือพอแค่นี้
- BOI เคลียร์ปม ‘รถไฟไฮสปีด’ เชื่อม 3 สนามบิน
- จับตา EEC เผยกลางปี 2 โปรเจกต์ยักษ์ เมืองการบินอู่ตะเภาและรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินมาแน่
โดยจากการสละสิทธิเงื่อนไขดังกล่าว สกพอ. เตรียมดำเนินการส่งหนังสือแจ้งให้ UTA เริ่มนับระยะเวลาโครงการ (Notice to Proceed หรือ NTP) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มต้นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งหลังจากการออก NTP แล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขผลกระทบโครงการฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ขณะเดียวกัน ภายหลังจากการแจ้ง NTP โครงการฯ บริษัท UTA จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินที่จำเป็น โดยเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ ‘Airport City’ และโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสาร และดึงดูดนักลงทุนต่อเนื่องในพื้นที่
ปัจจุบัน ในพื้นที่โครงการฯ กองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2571 และได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน เช่น ระบบผลิตน้ำประปา บำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานตามแผนงานที่วางไว้
ทั้งนี้ การลงนามฯ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออกที่ทันสมัย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
ด้านจุฬา ระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้าง และการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการ
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทาง UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน
ย้อนจุดเริ่มต้น โครงการมหากาพย์ 2.9 แสนล้านบาท 1 ใน 4 โปรเจกต์ยักษ์ EEC
โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถูกวางบทบาทให้เป็น ท่าอากาศยานหลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เชื่อมโยงการเดินทางผ่านโครงข่าย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าสนามบิน ซึ่งจะเชื่อมต่อระบบคมนาคมในประเทศและ EEC สู่เวทีโลกรองรับโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่ครบวงจรตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม มหากาพย์โครงการมูลค่ากว่า 2.9 แสนล้านบาทดังกล่าว นับเป็น 1 ใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินอู่ตะเภา, เมืองการบินตะวันออก และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้ดำเนินการมากว่า 5 ปี ผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล เข้าสู่รัฐบาลที่ 4 ปัจจุบันจึงกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังเผชิญความล่าช้าอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาหลักของโครงการนี้ อยู่ที่การผูกโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จึงยังไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ส่งผลให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เคยเสนอทางออกขอเดินหน้าโครงการในรูปแบบ “ไร้ไฮสปีด” โดยยื่นข้อเสนอให้ EEC ปลดล็อกเงื่อนไขการเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อเปิดทางให้โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกสามารถขับเคลื่อนได้ก่อนแบบไม่ต้องรอรถไฟไฮสปีด


